BAFS พลิกวิกฤตเป็นโอกาสหนุนธุรกิจท่อน้ำมันดันรายได้

BAFS พลิกวิกฤตเป็นโอกาสหนุนธุรกิจท่อน้ำมันดันรายได้
BAFS ห่วงตะวันออกกลางยืดเยื้อกระทบเที่ยวบิน-ราคาตั๋วกดรายได้ยอดเติมน้ำมันอากาศยานวูบหนัก เตรียมทบทวนเป้าหมายชะลอลงทุน หั่นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยพยุงผลกำไรเป็นบวก

ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS   เปิดเผยว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อสายการบินใน  3 กลุ่ม ได้แก่ สายการบินอิสราเอลและอิหร่าน ที่ลดลงถึง 84% ,สายการบินที่ใช้ตะวันออกกลางเป็นฮับ อาทิ ดูไบและอาบูดาบี พบว่าหลายเที่ยวบินยกเลิก ส่วนนี้ลดลง 77% และสายการบินที่บินข้ามตะวันออกกลาง ในส่วนนี้เพิ่มขึ้น 6%เนื่องจากปรับเส้นทางวิ่งบินอ้อม

ทั้งนี้ส่งผลให้ภาพรวมยอดเติมน้ำมันอากาศยานลดลงเฉลี่ยวันละ 1-1.5 ล้านลิตร  หากยืดเยื้อนาน 1 เดือนรายได้จะหายไป 20 ล้านบาทต่อเดือน ในขณะที่ระยะยาวราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะมีผลต่อต้นทุนตั๋วเครื่องบินที่แพง เนื่องจากราคาน้ำมันอากาศยาน ปรับเพิ่มขึ้นมากถึง 160% จาก 90  เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็น  200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  โดยจะสะท้อนต้นทุนราคาตั๋วในเดือนเม.ย.  ซึ่งเป็นเทศกาลสงกรานต์ ฤดูการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตามในปี 2569 เดิมบริษัทตั้งเป้าปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานไว้ที่กว่า 5,560 ล้านลิตร หรือเติบโต 4% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หลังจากเกิดสงครามตะวันออกกลางทำให้ บริษัทเตรียมทบทวนเป้าหมายใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้การมีธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อนับเป็นบทเรียนที่ดีจากช่วงโควิดทำให้เกิดการกระจายรายได้ ซึ่งมีแนวโน้มที่ดีคาดปริมาณการส่งน้ำมันปีนี้จะเติบโตขึ้น 11% จากปีก่อน มาอยู่ที่ระดับ 1,500 ล้านลิตร โดยปัจจุบันขนส่งน้ำมันทางท่อในภาคเหนือบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 40% 

ขณะที่โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือระยะที่ 3 (อ่างทอง-สระบุรี) มีความคืบหน้าการก่อสร้าง 70% ซึ่งเร็วกว่าแผน คาดว่าจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ภายในต้นปี 2570 จะทำให้สามารถเชื่อมกับโรงกลั่นในภาคตะวันออกได้ อาทิ โรงกลั่นไทยออยล์ โรงกลั่นบางจาก ศรีราชา เป็นต้น ดังนั้นคาดว่าในปี 2570 จะมีปริมาณการส่งน้ำมันทางท่อเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2,400 ล้านลิตร มาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 60% เนื่องจากโรงกลั่นของไทยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก

นอกจากนี้การกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มปริมาณสำรองจาก 1% เป็น 1.5% ในเดือนมีนาคมนี้ และเป็น 3% ภายในเดือนเมษายนนี้ ทำให้บริษัทเป็นทางเลือกในการจัดเก็บน้ำมันเนื่องจากมีพื้นที่คลังน้ำมัน ที่จัดเก็บเหลืออยู่ ได้แก่ คลังน้ำมันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ,คลังน้ำมันท่าอากาศยานดอนเมือง ,คลังน้ำมันพิจิตร และคลังน้ำมันลำปาง ทำให้บริษัทมีรายได้จากการจัดเก็บน้ำมันเพิ่มขึ้น

“ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น หากทยอยปรับขึ้นดีเซลมากกว่า 30 บาทจะทำให้ความน่าสนใจในการขนส่งน้ำมันทางท่อมีมากขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้รถบรรทุกขนส่งซึ่งมีต้นทุนที่สูงขึ้น”

สำหรับธุรกิจพลังงานหมุนเวียน เริ่มเห็นสัญญาณบวก เพราะแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่แพง ทำให้หันมาติดโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น ซึ่ง เป็นตลาดที่ใหญ่ เรามีโครงการในไปป์ไลน์เยอะ ทั้งลูกค้าสำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม    ขณะเดียวกันโครงการโซลาร์ชุมชนของภาครัฐเป็นโอกาสที่จะทำให้มีการเติบโต

ม.ล. ณัฐสิทธิ์  กล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายบริหารของบริษัท มีการติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด  สิ่งที่เราต้องทบทวนคือ การใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น  ลดหรือชะลอการลงทุน สิ่งที่ไม่แตะเลยคือ เรื่องคุณภาพความปลอดภัย การให้บริการมาตรฐาน เรามีแผนรองรับเพื่อให้ผ่านวิกฤตนี้ไปได้  แต่ก็เชื่อว่าทุกวิกฤตมีโอกาส เพราะช่วงโควิดเราได้ได้รีเซ็ทตัวเองจากเดิมที่ทำเฉพาะเติมน้ำมันเครื่องบินอย่างเดียว หันไปทำอย่างอื่นมากขึ้น เป็นประโยชน์สังคม เช่น พลังงานหมุนเวียน  รถอีวี  วิกฤตนี้ก็เช่นกันเป็นบทพิสูจน์ของผู้บริหารจะนำพาบริษัทไปได้จะพยายารักษาระดับรายได้ให้เป็นบวกไว้

 

 

 

TAGS: #BAFS #น้ำมันอากาศยาน #ขนส่งท่อน้ำมัน