CIMB อัพเป้า GDP ไทยปี 69 โต 2.1% ลุ้นรัฐฯ เร่งเบิกจ่าย – ออกมาตรการกระตุ้นศก. พร้อมแนะ ควรปรับ VAT ขึ้นตามประเภทสินค้า

CIMB อัพเป้า GDP ไทยปี 69 โต 2.1% ลุ้นรัฐฯ เร่งเบิกจ่าย – ออกมาตรการกระตุ้นศก. พร้อมแนะ ควรปรับ VAT ขึ้นตามประเภทสินค้า
CIMB THAI ปรับเป้า GDP ไทย ปี 69 โต 2.1% จากเดิม 1.6% ลุ้นรัฐบาลใหม่เร่งเบิกจ่าย - ออกมาตรการช่วยครัวเรือน SME - ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน หนุนครึ่งปีหลังฟื้นตัวชัด คาดหวัง GDP ไทยโตแตะ 3% ได้ ต้องลดท

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า หลังสภาพัฒน์รายงานการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2568 ที่ 2.4% ทำให้ CIMB THAI ปรับเป้าคาดการณ์ GDP ปี 2569 ที่ 2.1% จากเดิมที่ 1.6% แม้เศรษฐกิจช่วงครึ่งแรกของปีมีแนวโน้มเติบโตในระดับจำกัด จากการขาดมาตรการกระตุ้นทางการคลังและภาคการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังอยู่ในโหมด “รอดูสถานการณ์” แต่จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง ตอบรัฐบาลใหม่ฟอร์มทีมบริหารและเดินหน้านโยบายได้เต็มที่ พร้อมเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนความคาดหวัง GDP ไทยเติบโตแตะระดับ 3% ภายใน 2-3 ปีข้างหน้าได้นั้น รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับธรรมาภิบาล ลดการทุจริตคอรัปชั่น พร้อมเร่งเจรจาการค้าและภาษีศุลกากรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจควบคู่กันการส่งเสริมการจ้างงานและรายได้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน

“CIMB คาดหวังมาตรการช่วยลดค่าครองชีพ สนับสนุนการจ้างงาน ผ่อนคลายกฎระเบียบช่วยผู้ประกอบการ SME สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเจาะจง จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อภาคครัวเรือน รวมถึงการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จะช่วยเสริมบรรยากาศการลงทุน สร้างตัวคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) ที่สูงขึ้นและกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในระยะถัดไป ขณะเดียวกันแนะรัฐเร่งการเจรจาการค้า ดึงดูด FDI เข้ามาจะเป็นแรงหนุนต่อการลงทุนในเครื่องจักรและการเพิ่มศักยภาพการผลิต ส่วนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 10% สามารถทำได้ หากเศรษฐกิจมีสัญญาณการเติบโตที่ยั่งยืนต่อเนื่องแตะระดับ 3-10% ขึ้นไป โดยการปรับ VAT ขึ้นต้องไม่ทำให้เศรษฐกิจชะงักและประชาชนมีกำลังจ่าย พร้อมมองว่าการปรับ VAT ควรพิจารณาปรับขึ้นเป็นรายประเภทสินค้า อาทิ ปรับขึ้นภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย และลดภาษีสินค้าจำเป็น ย่อมดีกว่าใช้เกณฑ์ปรับขึ้นภาษีในเลทเดียวกันทั้งกระดาน” ดร.อมรเทพ กล่าว

ด้านดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าจะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ และคงที่ 1.25% เพื่อรักษาพื้นที่เชิงนโยบาย ผลของการลดดอกเบี้ยใช้เวลา 6-12 เดือน ถึงเวลานั้นเศรษฐกิจอาจฟื้นตัวตามความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นแล้ว ส่วนค่าเงินบาท คาดค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ 32.8 บาท/ตอลลาร์ สิ้นปี 2569 หากค่าเงินบาทแข็งค่ามีความเสี่ยงกระทบความสามารถแข่งขันของภาคส่งออก-ท่องเที่ยว ควรติดตาม กระแสเงินทุนอย่างใกล้ชิด

“จับตาวิกฤตภาษีสหรัฐฯ ปี 2569 เพราะเป็นความไม่แน่นอนใหม่ กระทบส่งออก-ลงทุน-ค่าเงิน แม้ล่าสุดคำวินิจฉัยศาลฎีกา จะทำให้สินค้าไทย เช่น ยานยนต์ ยาง และอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม 19% แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ จะใช้มาตรา Section 122 เป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน และผลักดันให้กลายเป็นกฎหมายถาวร หากเกิดขึ้นจริง อาจเปลี่ยนโฉมระบบการค้าโลกและสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย ประเมินผลกระทบหลัก 3 ด้าน 1) ส่งออกชะลอ จากความเสี่ยง ภาษี 2) FDI ชะลอตัว จากภาวะ "Wait and See" ของนักลงทุน 3) ค่าเงินบาทแข็งค่า หากดอลลาร์อ่อน กดดันกำไรผู้ส่งออก ขณะเดียวกัน มาตรการภาษีต่อจีน (Section 301) อาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ไทยและอาเซียน เพิ่มการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก เสริมมาตรการป้องกันการทุ่มตลาด และดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เพื่อลดผลกระทบและรักษาเสถียรภาพ เศรษฐกิจในระยะยาว” ดร.อมรเทพ กล่าว

ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมีโอกาสเร่งตัวขึ้นได้ในครึ่งหลังของปีนี้หลังมีรัฐบาลใหม่ ด้วยมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการค้า รวมถึงช่วยเหลือกลุ่ม SME ผ่านแผน "10 พลัส" การปรับโครงสร้างภาษีและมาตรการเพิ่มรายได้ภาษีอาจทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนไม่เติบโตแบบก้าวกระโดดแต่จะช่วยลดการขาตดุลทางการคลัง ส่วนการปรับใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนหากมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน อาจมีส่วนช่วยให้มีการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในปีนี้และปีหน้า ทั้งนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การควบคุมคุณภาพการก่อสร้าง และการบังคับใช้กฎหมาย ยังคงมีความสำคัญที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

ภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งทางการค้าและการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมไทยอาจสามารถเป็นแหล่งผลิตและผู้ส่งออกทดแทนประเทศคู่ขัดแย้ง แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และยุโรปก็อาจทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยเผชิญความท้าทายอยู่บ้าง

แม้นักลงทุนในตลาดทุนดูเหมือนจะตอบรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ในทิศทางบวก แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางอยู่ อาทิ หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 80% มาโดยตลอด แม้ในช่วง 2 ปีนี้จะปรับลดลงซึ่งเป็นผลจากการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจมีความยั่งยืน ไม่เน้นการสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็นและพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ ของลูกหนี้ตามนโยบายของธปท. ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะมีสัดส่วนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ (ณ ธันวาคม 2558 อยู่ที่ 66.09%) หากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงต่ำ สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะยังคงสูงขึ้นและอาจแตะเพดานหนี้ได้ในปี 2570

“ขณะที่หนี้ภาคเอกชน สูงขึ้นจากช่วงก่อนมีการระบาดโควิดถึง 2.2 ล้านล้านบาท แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อธุรกิจอาจไม่เติบโตมากนัก แต่เอกชนมีการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้แทน โดยมูลค่าตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 33% ในระยะเวลา 6 ปี ทำให้สัดส่วนหนี้เอกชนต่อ GDP อยู่ในระดับที่สูงกว่า 70% แต่เนื่องจากไทยยังมีสภาพคล่องในตลาดเงินอยู่จึงทำให้ความต้องการซื้อหุ้นกู้สูง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ การตัดสินใจถือครองหุ้นกู้จึงต้องระมัดระวังและพิจารณาความเหมาะสมของอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราผลตอบแทนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงด้วย” ดร.นงนุช กล่าว

TAGS: #CIMBTHAI #ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย #เศรษฐกิจไทย #การลงทุน #รัฐบาล #ภาษีสหรัฐฯ #ตลาดทุน #หุ้น #ดอกเบี้ยนโยบาย