‘ไทยออยล์’เดินหน้าโครงการ CFP เต็มที่หลังฝ่าอุปสรรค สร้างการเติบโตธุรกิจโรงกลั่น มองทิศทางปีนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ตั้งเป้า EBIDA แตะ 700 ล้านเหรียญฯ
นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ “TOP” เปิดเผยถึงแผนดำเนินงานในปี 2569 ยังคงให้ความสำคัญกับโครงการพลังงานสะอาด CFP (Clean Fuel Project) หรือ CFP โดยในช่วงที่ผ่านมาได้พยายามบริหารจัดการอุปสรรคต่างๆเพื่อให้โครงการเดินหน้าตามแผนที่วางไว้อย่างเต็มที่ ซึ่งในปีนี้จะเห็นความก้าวหน้าอย่างชัดเจน
ทั้งนี้โครงการจะเริ่มก่อสร้างในส่วนของ CDU-4 Complex ตามแผนเดิมจะเริ่มผลิตได้ในไตรมาส 2/2570 แต่ถ้าเป็นไปได้จะเปิด COD โครงการ เต็มรูปแบบได้ในช่วงไตรมาส 2/2571 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดไว้หนึ่งไตรมาส สำหรับโครงการ CFP เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อยกระดับโรงกลั่น เพิ่มกำลังการกลั่นเป็น 400,000 บาร์เรล/วัน จากเดิม 275,000 บาร์เรล/วัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน.
นอกจากนี้ยังรองรับกับการกลั่นน้ำมันดิบหนัก (Heavy Crude Oil )ที่มีราคาถูก ไม่ว่าจะเป็นแหล่งจากตะวันออกกลาง แคนาดา หรือเวเนซุเอลา ซึ่งหากมีน้ำมันดิบหนักจากเวเนซุเอลาออกสู่ตลาดจะส่งผลดีต่อโรงกลั่นไทยออยล์ในอนาคต เพราะมีราคาน่าสนใจช่วยเพิ่มค่าการกลั่น และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ CFP
อย่างไรก็ตามภาพรวมธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันปีนี้ ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ค่าการกลั่นจะทรงตัวในระดับดี หลังจากโรงกลั่นฯใหม่ในยุโรปและสหรัฐทยอยปิดตัว ขณะที่โรงกลั่นฯใหม่จากจีนและอินเดียทยอยเปิดตัว แต่ก็ยังทำให้กำลังการผลิตส่วนเพิ่มสุทธิต่ำกว่าความต้องการใช้(ดีมานด์) ดังนั้นคาดว่า ค่าการกลั่น (GRM) ปี2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 5-6 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันให้ปรับตัวขึ้นในอนาคต
นางวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทคาดว่ามีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จะอยู่ที่ระดับ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ หากบริษัทมีค่าการกลั่นทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
สำหรับการบริหารภาระหนี้ที่ผ่านมาได้ดำเนินการลดภาระหนี้ไปแล้วรวม 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 45,000 ล้านบาท โดยเป็นแหล่งเงินทุนจากโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสด (Asset Monetization) หรือการนำทรัพย์สินประเภทโครงสร้างพื้นฐานแปลงเป็นการให้เช่าและบริษัทได้ดำเนินการเช่ากลับ ทำให้บริษัทได้รับเงินสดมาราว 18,230 ล้านบาท โดยนำไปลดหนี้ผ่านการทำการซื้อหุ้นกู้คืน (Bond Buyback) และการชำระคืนเงินกู้ระยะยาว ทำให้ระดับ Net Debt/EBITDA ปรับตัวลดลงจาก 5.8 เท่า เหลือระดับ 4.8 เท่า ส่วนอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ในช่วงไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ระดับ 0.7 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ไม่เกิน 1 เท่า
นอกจากนี้ยังประสบความสำเร็จในการซื้อคืนหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐ มูลค่ารวมกันไม่เกิน 550 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงที่ผ่านมา โดยได้รับส่วนลดถึง 14% ทำให้บริษัทใช้เงินซื้อหุ้นกู้คืนต่ำกว่า 550ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบริษัทจะบันทึกเป็นกำไรพิเศษเข้ามาได้ในไตรมาส 1/2569