สอน.ชี้ตลาดน้ำตาลโลกเริ่มฟื้นตัวอุปทานตึงตัว หนุนอ้อยขั้นต้นแตะระดับ 1,000 บาทต่อตัน พร้อมเดินหน้าปรับวิสัยทัศน์อุตสาหกรรมสู่การพึ่งพาตนเอง เร่งลดเผาอ้อย ยกระดับมาตรฐานผลิตสีเขียว รับกติกาการค้าโลก
นายธวัช หะหมาน ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยถึงทิศทางอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยว่า ขณะนี้ สอน.อยู่ระหว่างปรับวิสัยทัศน์การพัฒนาอุตสาหกรรม จากเดิมที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน ไปสู่การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสามารถพึ่งพาตนเองได้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายในระยะยาว
ทั้งนี้ที่ผ่านมา ภาครัฐจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอุตสาหกรรมดังกล่าวไปแล้วกว่า 36,000 ล้านบาท ในการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไร่อ้อยและแก้ไขปัญหามลพิษฝุ่น PM 2.5 ขณะที่การพัฒนาในระยะต่อไปจำเป็นต้องปรับรูปแบบการสนับสนุนให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านงบประมาณและวินัยการเงินการคลัง โดยขับเคลื่อนผ่านระบบไตรภาคีที่ประกอบด้วยชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และภาครัฐ
สำหรับฤดูการผลิตปี 2569/2570 ปริมาณอ้อยเข้าหีบของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 97.02 ล้านตัน ลดลงจากฤดูกาลก่อนหน้าที่มีปริมาณ 105.86 ล้านตัน ขณะที่ผลผลิตน้ำตาลทั่วโลกคาดว่าจะอยู่ที่ 179-180 ล้านตัน ใกล้เคียงกับความต้องการบริโภค เนื่องจากหลายประเทศเผชิญภาวะภัยแล้ง รวมถึงอินเดียที่ปรับนโยบายหันไปใช้อ้อยผลิตเอทานอลมากขึ้นและลดการส่งออกน้ำตาล ส่งผลให้อุปทานในตลาดโลกมีแนวโน้มตึงตัวขึ้น
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกปรับตัวดีขึ้นมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 21 เซนต์ต่อปอนด์ จากปีก่อนที่ราคาลดลงไปอยู่ที่ 16.98 เซนต์ต่อปอนด์ ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้แนวโน้มราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตใหม่มีทิศทางดีขึ้น หลังจากฤดูกาลก่อนราคาอ้อยขั้นต้นอยู่ที่ 890 บาทต่อตัน
"แม้ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นก่อนเปิดหีบ แต่ทิศทางราคาน้ำตาลในปีนี้ค่อนข้างดี มีโอกาสเห็นราคาอ้อยขยับเข้าใกล้ระดับ 1,000 บาทต่อตัน" นายธวัชกล่าว
อย่างไรก็ตาม การสร้างรายได้ให้กับกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายผ่านการปรับขึ้นราคาน้ำตาลหน้าโรงงานยังเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากภาครัฐกังวลผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน อีกทั้งประเทศไทยเคยเผชิญข้อพิพาททางการค้ากับบราซิลที่ยื่นฟ้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) จากกรณีการปรับขึ้นราคาน้ำตาลเพื่อชดเชยเกษตรกร ซึ่งถูกมองว่าอาจบิดเบือนกลไกตลาดโลก
ส่วนนโยบายการสนับสนุนชาวไร่อ้อยเพื่อลดการเผาอ้อยนั้น เดิมเกษตรกรเรียกร้องเงินช่วยเหลือการตัดอ้อยสด 120 บาทต่อตัน แต่ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 ได้กำหนดแนวทางว่าจะไม่มีการจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงแก่เกษตรกรในลักษณะจ่ายต่อตันอีกต่อไป ประกอบกับมีข้อจำกัดตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
สอน.จึงผลักดันการขอจัดสรรงบกลาง 7,081 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ส่งอ้อยสด 100% เข้าโรงงาน ในอัตรา 69 บาทต่อตัน ครอบคลุมปริมาณอ้อยประมาณ 102 ล้านตัน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบประมาณและเตรียมเสนอ ครม. โดยคาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ภายใน 2 เดือน ส่วนเงินช่วยเหลืออีก 51 บาทต่อตัน เพื่อให้ครบตามข้อเรียกร้อง 120 บาทนั้น คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายเห็นชอบในหลักการและมอบหมายให้พิจารณาแหล่งเงินอื่นเพิ่มเติม เช่น เงินจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย
ด้านมาตรการสิ่งแวดล้อม ในฤดูการผลิตปี 2569/2570 สอน.เตรียมยกระดับการควบคุมอ้อยไฟไหม้ให้เข้มงวดขึ้น โดยกำหนดให้โรงงานรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบได้ไม่เกิน 15% ต่อวัน ลดลงจากเดิม 20% พร้อมตั้งเป้าหมายสัดส่วนอ้อยไฟไหม้ทั้งประเทศไม่เกิน 5% ต่อปี หลังจากฤดูกาลก่อนทำได้ 3.8% และกำหนดหยุดตัดและขนส่งอ้อยเข้าโรงงานเป็นเวลา 7 วัน ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม ถึง 2 มกราคม เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจรในช่วงเทศกาลปีใหม่
นายธวัชกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายอันดับ 2 ของโลก โดยผลผลิตประมาณ 80% ส่งออกไปยังต่างประเทศ มีอินโดนีเซียเป็นตลาดหลัก ดังนั้น การรักษามาตรฐานกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อการค้าโลกให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งมาตรการ CBAM และกฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ของสหภาพยุโรป หากไทยไม่สามารถรักษามาตรฐานการผลิตและตรวจสอบย้อนกลับได้ อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและโอกาสส่งออกในอนาคต
ด้านนายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า สอน.ให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลใบอนุญาตและหนังสือรับรองกับกรมศุลกากรผ่านระบบ NSW มานานกว่า 15 ปี และล่าสุดได้ปรับปรุงซอฟต์แวร์ ebMS เป็นเวอร์ชันใหม่ เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยและป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์
ระบบใหม่จะเปิดให้ผู้ประกอบการขึ้นทะเบียน ยื่นคำร้องขอใบอนุญาต และติดตามสถานะผ่านช่องทางออนไลน์ได้ในจุดเดียว พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมการปกครอง ผ่านระบบ i-industry ของกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงรองรับการยืนยันตัวตนผ่าน Thai ID และการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์พร้อมลายมือชื่อดิจิทัล
นอกจากนี้ ยังพัฒนาระบบ API กลางเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่าน Thai NSW ให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้รวดเร็วและรองรับการขยายตัวในอนาคต
ทั้งนี้ สอน.ตั้งเป้าให้การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลช่วยลดการใช้เอกสาร ลดการติดต่อหลายหน่วยงาน และลดต้นทุนให้ภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว