สอน.ชงงบ 7 พันล้าน หนุนตัดอ้อยสด ลดเผาเหลือ 5%

สอน.ชงงบ 7 พันล้าน หนุนตัดอ้อยสด ลดเผาเหลือ 5%
สอน.เตรียมของบกลาง 7,081 ล้านบาท จ้างตัดอ้อยสดฤดูผลิต 68/69 ตั้งเป้าคุมอ้อยเผาทั่วประเทศไม่เกิน 5% รับมือกติกาสิ่งแวดล้อมโลก รักษาขีดความสามารถแข่งขันน้ำตาลไทยในตลาดส่งออก

นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) จัดกิจกรรมลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ครั้งที่ 1 เตรียมความพร้อมเกษตรกรและโรงงานน้ำตาลก่อนเปิดหีบปีการผลิต 2569/2570 ที่จ.นครสวรรค์  เปิดเผยว่าขณะนี้ อยู่ระหว่างเตรียมเสนอของบกลางรัฐบาล วงเงินประมาณ 7,081 ล้านบาทเพื่อเป็นเงินสนับสนุนตัดอ้อยสดฤดูการผลิต 2568/2569 คาดว่าจะสนับสนุนได้ในอัตรา 69 บาทต่อตัน ส่วนเงินเพิ่มอีก 51 บาทต่อตัน จะนำหารือคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.)  เพื่อพิจารณาแหล่งเงินและแนวทางดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ความร่วมมือของเกษตรกร โรงงานน้ำตาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้สัดส่วนอ้อยเผาในฤดูที่ผ่านมาเหลือ 3.8% สอน.โดยเตรียมเสนอ กอน. พิจารณาลดสัดส่วนการรับอ้อยเผาเข้าหีบของโรงงาน จากเดิมไม่เกิน 20% ต่อวัน เหลือไม่เกิน 15% ต่อวัน ในฤดูการผลิต 2569/2570 พร้อมตั้งเป้าคุมอ้อยเผาตลอดฤดูไม่เกิน 5% ของอ้อยเข้าหีบทั่วประเทศ และพิจารณาใช้กลไกกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายสนับสนุนการลดการเผาในระยะยาว

“การไม่เผาอ้อยไม่ใช่เพียงเรื่องของการลดฝุ่น PM2.5 แต่ยังเกี่ยวข้องกับอนาคตของการส่งออกน้ำตาลไทย เพราะตลาดต่างประเทศให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวได้ อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว” นายใบน้อยกล่าว

นอกจากนี้ สอน.อยู่ระหว่างปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพอ้อยตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อยกระดับคุณภาพวัตถุดิบและเพิ่มผลผลิตน้ำตาล

สำหรับฤดูการผลิต 2569/2570 คณะกรรมการอ้อยจัดสรรประมาณการอ้อยเข้าหีบไว้ที่ 97.02 ล้านตัน ลดลงจากฤดูก่อนหน้า โดย สอน.คาดว่าราคาอ้อยขั้นต้นมีโอกาสสูงกว่าปีก่อน จากปัจจัยด้านผลผลิตและความต้องการน้ำตาลในตลาดโลก แต่ราคาทางการยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของ กอน.

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยมีพื้นที่ปลูกประมาณ 10 ล้านไร่ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมอุตสาหกรรมต่อเนื่องกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี ฤดูการผลิต 2568/2569 มีอ้อยเข้าหีบ 105.86 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลได้มากกว่า 12 ล้านตัน และส่งออกประมาณ 80% ของผลผลิตทั้งหมด ทำให้รายได้อุตสาหกรรมเชื่อมโยงกับราคาน้ำตาลโลกและอัตราแลกเปลี่ยน

ด้านนายสาโรช ศรีใส ผู้จัดการโครงการ คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวในเวทีเสวนาเรื่องกติกาสิ่งแวดล้อม EU และมาตรฐานฮาลาลว่า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมีบทบาทต่อการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น โดยมี 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ CBAM มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน, EUDR กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า และ CSDDD ข้อกำหนดความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งนี้แม้อ้อยและน้ำตาลทรายยังไม่อยู่ในกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก CBAM และ EUDR แต่ผู้ประกอบการควรเตรียมรับผลกระทบทางอ้อม ทั้งต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิต การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งวัตถุดิบ ตลอดจนข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน

สำหรับแนวทางปรับตัวคือหลัก “3 ส.” ได้แก่ สถิติ สะอาด และสร้างความร่วมมือ โดยจัดเก็บข้อมูลการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นระบบ ลดการเผาและปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างเครือข่ายเข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Financing) เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันในตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

ขณะที่นายอุสมาน งามสมชาติ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า การรับรองฮาลาลไม่ได้พิจารณาเฉพาะวัตถุดิบ แต่ครอบคลุมความสะอาด กระบวนการผลิต การควบคุมสิ่งปนเปื้อน รวมถึงสารเคมี เอนไซม์ และสารช่วยในกระบวนการผลิต

อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกไปยังอินโดนีเซีย ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต้องศึกษาข้อกำหนดการรับรองของแต่ละประเทศ พร้อมเตรียมบุคลากรและระบบควบคุมคุณภาพให้สอดคล้องกับตลาดปลายทาง โดยสามารถใช้บริการออนไลน์ด้านมาตรฐานฮาลาลผ่านเว็บไซต์ www.halal.or.th

 

TAGS: #สอน. #ตัดอ้อยสด #กติกาสิ่งแวดล้อมโลก #น้ำตาล