หอการค้าฯเผยไทยโชว์ศักยภาพเจ้าภาพประชุมการเงินโลก หนุนธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยว และบริการเงินสะพัดกว่าหมื่นล้าน ต่อยอดความเชื่อมั่นดึงลงทุน ลุย Reinvent Thailand ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันระยะยาว
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง มุมมองภาคเอกชนต่อการที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็น เจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากแวดวงการเงินและการลงทุนทั่วโลก อีกทั้งเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการแสดงศักยภาพของประเทศ ทั้งด้านการจัดประชุมระดับนานาชาติ การกระตุ้นเศรษฐกิจความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับพิธีเปิดการประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 2026 (Annual Meeting Plenary) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเปิดการประชุมภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย” โดยสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกตลอด 35 ปี นับจากที่ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมเมื่อปี 2534 จากยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารยังพึ่งพาเครื่องโทรสาร สู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค เงินทุน โอกาสทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และศักยภาพของมนุษย์ ให้การค้าและการลงทุนสามารถสร้างประโยชน์ที่เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของหอการค้าไทยที่มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยใช้โอกาสจากเวทีระดับโลกครั้งนี้ ต่อยอดสู่การสร้างความเชื่อมั่น การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ตลอดระยะเวลา 4 วันของการประชุม ผู้แทนระดับสูง ผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีคลัง และสื่อมวลชนชั้นนำจากกว่า 191 ประเทศ ต่างชื่นชมความพร้อม ศักยภาพ และความสามารถในการบริหารจัดการประชุมระดับโลกของประเทศไทยอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยเฉพาะการนำเสนอ “ความเป็นไทยแบบสากล” (Global Thainess) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้มีจุดแข็งเพียงด้านศิลปวัฒนธรรมและอาหาร แต่ยังสามารถนำเสนอ Soft Power ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ มาตรฐานสากล และความยั่งยืน ผ่านการต้อนรับที่อบอุ่น ระบบโลจิสติกส์และการเดินทาง มาตรฐานความปลอดภัย
รวมถึงอาหารไทยที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพ พร้อมถ่ายทอดหลักปรัชญาการพัฒนาที่ยั่งยืนให้สอดคล้องกับวาระการพัฒนาของโลก ภายใต้แนวคิด “Country's Agenda: Entering New Horizons, Empowering People, Building Resilience” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของประเทศไทยที่ก้าวกระโดดจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเมื่อ 35 ปีก่อนอย่างเด่นชัด
ในมิติของเศรษฐกิจระยะสั้น การเดินทางเข้ามาของผู้เข้าร่วมประชุมนับหมื่นคน ทั้งผู้นำองค์กรการเงิน คณะทำงาน และสื่อมวลชนต่างชาติ ได้สร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจ (Economic Injection) เข้าสู่ระบบทันที ผ่านการกระจายรายได้ไปยังภาคบริการ โรงแรม ศูนย์ประชุม ร้านอาหาร การขนส่ง ธุรกิจจำหน่ายสินค้า และสถานที่ท่องเที่ยวทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดเกี่ยวเนื่อง ซึ่งมีอัตราการเข้าพักและการใช้บริการเต็มกำลังการผลิต
ขณะเดียวกันยังเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมการประชุมและการจัดงานแสดงสินค้า (MICE) ตอกย้ำสถานะของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการจัดประชุมและสัมมนาระดับโลก (World-Class MICE Destination) ที่มีความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานในการรองรับการประชุมระดับผู้นำโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ทั้งนี้หอการค้าไทยคาดการณ์ว่าจากการจัดประชุมดังกล่าวที่มีผู้เข้าร่วมประมาณ 19,000 คน และเมื่อรวมครอบครัว ผู้ติดตาม และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วจะมีจำนวน มากกว่า 30,000 คน ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระยะสั้น ไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติของประเทศไทย
สำหรับผลต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนระยะยาว (Long-term Investment & Confidence) ภาคเอกชนไทยมองว่าผลลัพธ์สำคัญของการประชุมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่เป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะการผลักดันบทบาทประเทศไทยในฐานะ “Trusted Connector” ในห่วงโซ่อุปทานโลก ตามแนวทางที่ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวไว้ซึ่งถือเป็นบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้จริง ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกปี 2026 ที่ขยายตัวอย่างระมัดระวังที่ระดับ 3.1% และความท้าทายจากการแบ่งแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economic Fragmentation) โดยประเทศไทยยังเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีเสถียรภาพ พร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดที่สามารถรองรับการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
นอกจากนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องนำกรอบข้อเสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของธนาคารโลก (World Bank) มาขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 (ค.ศ. 2037) โดยธนาคารโลกได้เน้นย้ำบทบาทของ “ภาคเอกชนในฐานะเครื่องยนต์หลักในการสร้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ” ซึ่งภาคเอกชนไทยพร้อมขานรับและร่วมมือกับภาครัฐผ่านกลไก Joint Public-Private Action เพื่อผลักดันข้อเสนอและแนวทางการปฏิรูประดับโลกไปสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันการประชุมครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยเฉพาะการเสริมสร้างธรรมาภิบาล ความโปร่งใส วินัยทางการเงินการคลัง และการปรับตัวให้สอดคล้องกับกติกาเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยเร่งสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยภายในปี 2571 อันจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงอย่างยั่งยืนในระยะยาว
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญจากการประชุมครั้งนี้ คือ “Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับ IMF และ World Bank จัดทำขึ้น เพื่อเป็นกรอบแนวทางระดับสากลในการรับมือภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัล โดยครอบคลุม 12 แนวทางสำคัญ ทั้งการป้องกันและตรวจจับการฉ้อโกง การยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสอดรับกับแนวทาง “Zero Corruption” ที่หอการค้าไทยและ กกร. ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการป้องกันการทุจริตเชิงระบบ การใช้เทคโนโลยีเพิ่มความโปร่งใส และการสร้างกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ภาคเอกชนไทยยังเดินหน้าผลักดัน “Reinvent Thailand” ซึ่งสอดรับกับแนวทางของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ฉายภาพวิสัยทัศน์ในการประชุมที่มุ่งให้ประเทศไทยก้าวจากการปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของโลก สู่การกำหนดอนาคตทางเศรษฐกิจของตนเอง โดยต่อยอดจุดแข็งเดิมสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง พร้อมส่งเสริมการลงทุนที่นำมาซึ่งเทคโนโลยี นวัตกรรม และโอกาสของผู้ประกอบการไทย
หอการค้าไทยและ กกร. ได้ร่วมกับรัฐบาลขับเคลื่อน Reinvent Thailand ผ่าน 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย โดยเชื่อมโยงการทำงานกับกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุน ปลดล็อกอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ขณะที่ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันและต่อยอดโอกาสจากเวที IMF–World Bank 2026 สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
สำหรับทิศทางการขับเคลื่อนของภาคเอกชนไทยในระยะต่อไป ดร.พจน์ กล่าวว่า ภาคเอกชนไม่ได้มองความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้เป็นเพียงผลสำเร็จระยะสั้น
แต่ต้องการให้ประเทศไทยร่วมกันเปลี่ยนเสียงชื่นชมและกรอบนโยบายระดับโลกให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ รายได้ และการเติบโตที่ประชาชนไทยสามารถสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการขับเคลื่อน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1. การก้าวข้ามการแข่งขันด้วยต้นทุนสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-Driven) โดยปรับเปลี่ยนจากการเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ นวัตกรรมเกษตรและอาหาร (AgTech) ตลอดจนการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (ESG/BCG) เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย
2. การเร่งยกระดับผู้ประกอบการ MSME และทักษะแรงงาน โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัล เทคโนโลยี AI และแหล่งเงินทุนสีเขียว ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานผ่านแนวทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปรับตัวและแข่งขันภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
3. การสานต่อความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว นวัตกรรมทางการแพทย์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
“ตลอด 4 วันที่ผ่านมา เราได้พิสูจน์แล้วว่า ประเทศไทยมีศักยภาพ วิสัยทัศน์ และความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติที่มีมาตรฐาน ไม่ได้มีดีเพียงรอยยิ้มและการบริการเท่านั้น แต่ภาพลักษณ์ความเป็นไทยแบบสากลที่เรานำเสนอจากการประชุมครั้งนี้ จะเปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่น เม็ดเงินลงทุน และการสร้างงานคุณภาพสูงให้กับคนไทยในอนาคตในนามหอการค้าไทยและ กกร. ขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดการประชุม IMF–World Bank 2026 ได้อย่างดีเยี่ยม ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นผลงานและความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคนร่วมกัน”