“คงกระพัน” ย้ำบทบาทปตท.สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เดินหน้าจัดหาก๊าซจากหลายแหล่งทั่วโลก เพิ่มความยืดหยุ่นรับมือวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งเป้าพอร์ต LNG เพิ่ม 3 เท่า ภายในปี 2035
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงาน “Gastech 2026” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–17 กันยายน 2569 ว่า ปตท.ให้ความสำคัญกับการจัดหาแหล่งพลังงานเพื่อความมั่นคงให้กับประเทศ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ มีบทบาทต่อระบบพลังงานโลกในช่วงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่มีความพร้อมด้านแหล่งจัดหา ราคาเหมาะสม และปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลประเภทอื่น จึงเชื่อว่าทั่วโลกยังจำเป็นต้องใช้ก๊าซธรรมชาติต่อไปอีก 20–30 ปี
สำหรับประเทศไทย ก๊าซธรรมชาติยังเป็นเชื้อเพลิงหลักของระบบไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันก๊าซที่ใช้ในประเทศมาจากอ่าวไทยประมาณ 50% นำเข้าจากเมียนมากว่า 10% และส่วนที่เหลือเป็นก๊าซธรรมชาติเหลอว( LNG) นำเข้า ทำให้การบริหารจัดหาและสร้างความยืดหยุ่นด้านแหล่งพลังงาน
“บทบาทสำคัญของ ปตท. คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ทำให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอและในราคาที่เหมาะสมให้ความสำคัญ ซึ่งการจัดหาก๊าซฯยังบริหารจากหลายแหล่งขณะเดียวกันเดินหน้าลงทุนด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทั้งในอ่าวไทย ประเทศเพื่อนบ้าน และแหล่งต่างๆ ทั่วโลกที่มีต้นทุนแข่งขันได้ ควบคู่กับการขยายธุรกิจ Trading ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ในหลายศูนย์กลางพลังงานสำคัญของโลก ทั้งลอนดอน สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และฮิวสตัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการจัดหาและโยกย้ายแหล่งพลังงานได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดวิกฤต
การกระจายแหล่งจัดหาถือเป็นหัวใจสำคัญของการรับมือความผันผวน โดยในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ประเทศไทยยังสามารถจัดหาน้ำมันและก๊าซได้ต่อเนื่อง แม้เส้นทางขนส่งและแหล่งจัดหาบางส่วนได้รับผลกระทบ สะท้อนถึงความสำคัญของการลงทุนล่วงหน้าและการสร้างความยืดหยุ่นของระบบจัดหา
นอกจากนี้ยังวางเป้าหมายเพิ่มพอร์ต LNG สำหรับการซื้อขายในตลาดโลก จากปัจจุบันประมาณ 3–4 ล้านตันต่อปี เป็น 10 ล้านตันในปี 2030 และ 15 ล้านตันในปี 2035 โดยพอร์ตดังกล่าวเป็นส่วนของธุรกิจซื้อขายในตลาดโลก ไม่รวม LNG ที่นำเข้ามาเพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศ
ดร.คงกระพันกล่าวว่า การขยายพอร์ต LNG จะช่วยให้ ปตท.มีทางเลือกในการจัดหาแหล่งก๊าซทั่วโลกมากขึ้น เพิ่มความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้านพลังงานของประเทศ ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างโอกาสเติบโตให้กับธุรกิจพลังงานของ ปตท.ในตลาดโลก โดยในงาน Gastech 2026 มีบริษัทพลังงานและคู่ค้าจากทั่วโลกเข้าร่วมหารือทั้งด้านการลงทุน การจัดหาแหล่งก๊าซ และการซื้อขาย LNG
สำหรับภารกิจด้านความมั่นคงทางพลังงาน ปตท.ต้องสร้างสมดุลระหว่าง 3 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่เหมาะสม และความยั่งยืน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกมีความผันผวนสูง ปตท.ในฐานะรัฐวิสาหกิจจำเป็นต้องให้ความมั่นคงทางพลังงานเป็นภารกิจสำคัญ เพื่อให้ประเทศมีน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเพียงพอ ขณะเดียวกันต้องบริหารต้นทุนและดูแลผลประกอบการในฐานะบริษัทจดทะเบียนด้วย
“ในช่วงวิกฤต บทบาทแรกในความเป็นรัฐวิสาหกิจต้องมาก่อน เราต้องทำให้แน่ใจว่าประเทศไทยมีของ มีทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันมาใช้” ดร.คงกระพันกล่าว
นอกจากนี้ ปตท.มองว่าความมั่นคงของการจัดหาน้ำมันและก๊าซไม่ได้มีผลเฉพาะต่อภาคพลังงาน แต่เชื่อมโยงไปถึงภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมันที่ผลิตทั้งน้ำมันสำเร็จรูปและวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ดังนั้นการรักษาความต่อเนื่องของวัตถุดิบจึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานของประเทศโดยรวม
ขณะเดียวกัน ปตท.เตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่งและภูมิรัฐศาสตร์ด้วยการเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบจัดหาและการบริหารวัตถุดิบ โดยที่ผ่านมาได้ลงทุนในระบบโรงกลั่นและโครงสร้างพื้นฐานเป็นจำนวนมาก เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบจากตะวันออกกลางไปยังสหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก และภูมิภาคอื่นๆ ได้ตามสถานการณ์
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ปตท.มองว่าการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้น แต่ต้องเป็นการเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยก๊าซธรรมชาติจะยังมีบทบาทเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในช่วง 20–30 ปีข้างหน้า ควบคู่กับการเพิ่มพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และการลดการปล่อยคาร์บอนจากการใช้ก๊าซ
ทั้งนี้หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ ปตท.ให้ความสนใจคือ Carbon Capture and Storage หรือ CCS เพื่อให้สามารถใช้ก๊าซธรรมชาติควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน สอดคล้องกับทิศทาง Energy Transition ของโลก
“ทุกอย่างเปลี่ยนผ่านไม่ได้ภายในวันเดียว ปีเดียว หรือ 10 ปี แต่ต้องค่อยๆ เปลี่ยนไป เราจึงต้องใช้ก๊าซธรรมชาติควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน พร้อมกับส่งเสริมพลังงานสะอาด” ดร.คงกระพันกล่าว
ดร.คงกระพัน กล่าวถึงการเข้าร่วมงาน Gastech 2026 ยังเป็นโอกาสสำคัญของ ปตท.ในการนำเสนอศักยภาพด้านการจัดหาก๊าซธรรมชาติและ LNG การสำรวจและผลิต การซื้อขายพลังงาน รวมถึงเทคโนโลยีลดคาร์บอน และการสร้างพันธมิตรกับบริษัทพลังงานระดับโลก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่พลังงานและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศไทยในระยะยาว