ส.อ.ท.ยื่นข้อเสนอแนะปรับแผนPDP ระยะเวลา 25 ปี รับเทคโนโลยีและดีมานด์ใหม่ เปิดทางภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานสะอาด พร้อมใช้หลัก Causer Pays จัดสรรต้นทุน New Demand ป้องกันภาระตกกับผู้ใช้ไฟเดิม
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)เปิดเผยหลังนำคณะผู้บริหารเข้าพบนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงานว่า ได้จัดทำข้อเสนอแนะ (ร่าง) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 หรือ PDP2026เสนอต่อ กระทรวงพลังงาน โดยมี
5 แนวทางสำคัญ ประกอบไปด้วย การวางโครงสร้างพลังงานไทยในระยะยาวต้องสร้างสมดุลระหว่าง ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ต้นทุนพลังงานที่แข่งขันได้ (Affordability) ความยั่งยืน (Sustainability) และที่สำคัญคือ การรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ขณะเดียวกันยังได้เสนอให้ใช้ศักยภาพพลังงานในประเทศอย่างเต็มที่ บริหารต้นทุนระบบไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เปิดทางให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานสะอาด รักษาความมั่นคงของพื้นที่อุตสาหกรรม และเตรียมโครงข่าย กติกาให้พร้อมรองรับเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต
ด้านนายมงคล เฮงโรจนโสภณ ประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การจัดทำ PDP2026 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการกำหนดทิศทางและวางโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าของไทยในระยะยาวถึง 25 ปี ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน ความต้องการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ตลอดจนแรงกดดันจากตลาดโลกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ทางส.อ.ท. สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด แต่เห็นว่า PDP2026 ต้องตอบโจทย์มากกว่าการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด โดยต้องคำนึงถึงความมั่นคงของระบบ ต้นทุนพลังงานที่แข่งขันได้ การลดก๊าซเรือนกระจก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ควบคู่กัน โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประเด็น ดังนี้
1. เพิ่มความมั่นคงด้วยศักยภาพพลังงานของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยยังพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง ส.อ.ท. จึงเห็นว่า PDP2026 ควรเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน โดยให้ความสำคัญการพึ่งพาพลังงานภายในประเทศ ทั้งการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศและภูมิภาค เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา LNG นำเข้า
ขณะเดียวกันควรยกระดับชีวมวล (Biomass) และพลังงานชีวภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศไทย โดยพัฒนาประสิทธิภาพตลอด Supply Chain ตั้งแต่การรวบรวมวัตถุดิบ การขนส่ง และการจัดเก็บ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการนำมาใช้ผลิตพลังงาน ลดการนำเข้าพลังงาน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับสู่ภาคเกษตรและชุมชน
2.บริหารต้นทุนระบบไฟฟ้า ให้ค่าไฟไทยแข่งขันได้การเพิ่มขึ้นของพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน Battery Energy Storage System (BESS) และการลงทุนในสมาร์ทกริด จะส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนระบบไฟฟ้าในอนาคต ส.อ.ท. เห็นว่า การประเมินทางเลือกด้านเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าไม่ควรพิจารณาเฉพาะต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย ณ หน้าโรงไฟฟ้า หรือ LCOE (Levelized Cost of Electricity) เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาต้นทุนที่เกิดขึ้นต่อระบบโดยรวม เช่น ต้นทุนระบบกักเก็บพลังงาน การขยายและปรับปรุงระบบส่ง อุปกรณ์รักษาแรงดันและเสถียรภาพ ระบบสำรอง รวมถึงบริการระบบไฟฟ้าที่จำเป็นต่อการรองรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้น ควรมองภาพรวมการลงทุนของระบบและประเมิน คุณค่าที่แต่ละเทคโนโลยีมอบให้แก่ระบบ (System Value) เพื่อหลีกเลี่ยงการเลือกทางเลือกที่ดูมีต้นทุนต่ำในระดับโรงไฟฟ้า แต่กลับสร้างต้นทุนเพิ่มเติมให้กับระบบและส่งผลต่อค่าไฟฟ้าในระยะยาว
3. เปิดทางภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานสะอาด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยปัจจุบันพลังงานสะอาดกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการค้าและการลงทุน ภาค อุตสาหกรรมจึงจำเป็นต้องสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้จริง ในราคาที่สามารถแข่งขันได้ ส.อ.ท.เสนอให้การเปิด Direct PPA ให้กับอุตสาหกรรมที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มาแล้วนั้น มีการเร่งกำหนดหลักเกณฑ์ Third Party Access (TPA) และ Wheeling Charge ที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสะท้อนต้นทุนการใช้โครงข่ายอย่างเหมาะสม
พร้อมกันนี้ควรเปิดโอกาสให้การผลิตไฟฟ้าใช้เอง และ Independent Power Supply (IPS) เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อเปิดทางให้เงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาพลังงานสะอาด เพิ่มการแข่งขันและทางเลือกให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้า และช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างทั่วถึง
4.จัดสรรต้นทุนของความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ (New Demand) และกำลังผลิตใหม่ (New Supply) อย่างเป็นธรรมโดยไม่ผลักภาระต้นทุนให้ผู้ใช้ไฟเดิม การเข้ามาของ New Demand ขนาดใหญ่ เช่น Data Center ถือเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่อาจทำให้ระบบจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติม ทั้งด้านกำลังผลิต ระบบส่ง ระบบจำหน่าย และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
ทางส.อ.ท.จึงเสนอให้นำหลัก Causer Pays มาใช้ โดยต้นทุนส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นจาก New Demand ควรถูกจัดสรรให้กับผู้ที่เป็นผู้ก่อให้เกิดต้นทุนอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดอุดหนุนข้ามกลุ่ม (Cross Subsidy) และไม่ให้ภาระจากการลงทุนใหม่ถูกส่งผ่านไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าเดิม
ขณะเดียวกันกำลังผลิตใหม่ที่ทำให้ระบบต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อรองรับความผันผวนหรือข้อจำกัดทางเทคนิค ก็ควรสะท้อนต้นทุนดังกล่าวไว้ในโครงสร้างตลาดและค่าบริการอย่างโปร่งใส โดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับทุกเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและการแข่งขันอย่างเท่าเทียม
5. จัดทำ PDP ให้เป็นแผนที่ยืดหยุ่นและปรับตัวได้ (Robust & Adaptive Plan) เนื่องจาก PDP2026 เป็นแผนระยะยาวถึง 25 ปี หรือระหว่างปี 2569–2593 ขณะที่เทคโนโลยี ต้นทุนพลังงาน และความต้องการใช้ไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ส.อ.ท. จึงเสนอให้ PDP2026 เป็นแผนที่ยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้ ไม่ผูกการลงทุนระยะยาวไว้กับสมมติฐานเพียงชุดเดียว เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนเกินความจำเป็น
ทั้งนี้ควรจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนออกเป็น โครงการที่สำคัญและเร่งด่วน โครงการที่คุ้มค่าและควรดำเนินการ และโครงการที่มีเงื่อนไขก่อนดำเนินการ พร้อมกำหนดจุดตัดสินใจก่อนดำเนินการลงทุน เช่น ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริง การลงทุน Data Center ต้นทุน BESS ความพร้อมของ Carbon Capture and Storage (CCS) และ Small Modular Reactor (SMR) รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติและ LNG
นอกจากนี้ควรมีการทบทวนแผนเป็นระยะและเปิดเผยผลต่อสาธารณะเพื่อให้การลงทุนในระบบไฟฟ้าสามารถปรับตามสถานการณ์จริง และป้องกันไม่ให้ต้นทุนจากสมมติฐานที่คลาดเคลื่อนในวันนี้กลายเป็นภาระค่าไฟของประชาชนและภาคอุตสาหกรรมในอนาคต
นอกเหนือจากข้อเสนอทั้ง 5 ประเด็น ส.อ.ท. ยังเสนอให้มีมาตรการสนับสนุนดำเนินการควบคู่กัน เพื่อเตรียมระบบไฟฟ้าของไทยให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่าน โดยเร่งลงทุนและเตรียมความพร้อมด้าน Smart Grid, Smart Meter, Demand Response และ Distributed Energy Resources (DER) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของระบบ
รวมถึงควรกำหนด Small Power Producer (SPP) Cogeneration Transition Framework ที่ประเมินคุณค่าของทั้งไฟฟ้า ไอน้ำ และความมั่นคงของพื้นที่อุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน รวมถึงจัดทำ Roadmap รองรับเทคโนโลยี BESS, CCS และ SMR ทั้งในด้านกฎหมาย มาตรฐาน ความปลอดภัย และความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจลงทุน
ขณะเดียวกันควรพัฒนากลไกตลาดที่ให้คุณค่ากับ บริการระบบไฟฟ้าตามสมรรถนะจริงและเป็นกลางทางเทคโนโลยี เพื่อให้ระบบไฟฟ้าไทยสามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้อย่างมั่นคง มีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนที่เหมาะสม