ดัชนีเชื่อมั่นฯเดือน ส.ค.วูบ เอกชนกังวลเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และกำลังซื้อ เสนอรัฐผลักดัน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน เชื่อม FDI สู่ Supplier ไทย และเร่งมาตรการซื้อสินค้าไทยปลุกเศรษฐกิจปลายปี
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 89.70 ปรับตัวลดลงจากระดับ 90.0 ในเดือนกรกฎาคม 2569 การปรับลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนสิงหาคมนี้ มีปัจจัยกดดันหลายด้าน โดยสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่เพิ่มความเสี่ยงต่อพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ การคมนาคมขนส่ง และการจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตร ขณะที่ราคาพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมียังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องปรับตัวเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ตลาดรถยนต์ยังเผชิญข้อจำกัดจากกำลังซื้อและการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะรถกระบะ ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ลดลงร้อยละ 17.38 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
ด้านการลงทุนยังคงกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งผลให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงอุตสาหกรรมดั้งเดิม ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสการลงทุน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ SMEs ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า
อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังมีปัจจัยสนับสนุน โดยการส่งออกขยายตัวต่อเนื่องร้อยละ 18.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้จะเริ่มชะลอตัวลงจากฐานที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่คำสั่งซื้อสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงยังมีทิศทางที่ดี ส่งผลให้การผลิตคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 50.2 แผงวงจรพิมพ์ (PCB) เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.2 และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.63 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอาหารยังขยายตัวตามทิศทางตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มอาหารสำเร็จรูปและอาหารสัตว์เลี้ยง ประกอบกับมาตรการ Smart & Sustainable Industry มีส่วนช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม
สำหรับโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส และ ไทยช่วยไทย x Local Low Cost ยังช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก ตลอดจนกระตุ้นการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค
ทั้งนี้จากผลสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,330 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. ในเดือนสิงหาคม 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 63.2 ราคาพลังงาน ร้อยละ 54.1 เศรษฐกิจภายในประเทศ ร้อยละ 52.9 อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) ร้อยละ 25.6 ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ นโยบายภาครัฐ ร้อยละ 33.5 การเข้าถึงสินเชื่อ ร้อยละ 23.8 และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ร้อยละ 20.0
ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 96.1 ในเดือนกรกฎาคม 2569 สะท้อนว่าผู้ประกอบการมีมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าดีขึ้น
ด้านปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ โครงการ Thailand Fast Pass ซึ่งคาดว่าจะช่วยเร่งการลงทุนและนำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ประกอบกับการเข้าสู่ช่วงเทศกาลจับจ่ายใช้สอยปลายปี คาดว่าจะส่งผลดีต่อกำลังซื้อและคำสั่งซื้อสินค้าในประเทศ
นอกจากนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 รวมถึงการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน น่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินและสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของมาตรการด้านภาษีของสหรัฐอเมริกา ภายหลังประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Tier 2 ตามรายงาน The Great Transshipment Scam ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่กลุ่มเทคโนโลยี (Non-Tech) ในระยะต่อไป
ส่วนความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของแหล่งผลิตและห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบ ตลอดจนเพิ่มความผันผวนของราคาพลังงาน ขณะที่ความผันผวนของสภาพอากาศจากปรากฏการณ์ Super El Niño อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ปริมาณวัตถุดิบ และการดำเนินธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ทางส.อ.ท.ได้จัดทำข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ดังนี้
1. สนับสนุนให้ภาครัฐผลักดันน้ำมันเบนซิน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานของประเทศ : เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมเอทานอลตลอดห่วงโซ่
2. ส่งเสริม Local Content เชื่อม FDI สู่ Supplier ไทย : เสนอให้ภาครัฐส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ในโครงการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านการเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ BOI ควบคู่กับการดำเนินโครงการพัฒนาผู้ประกอบการไทย เพื่อยกระดับ Supplier ไทยให้สามารถเชื่อมเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของนักลงทุนต่างชาติได้อย่างเป็นระบบ
3. ส่งเสริมให้ประชาชนและภาครัฐซื้อสินค้าไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคในช่วงปลายปี : ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน ร้านค้า Modern Trade และ E-Commerce เพื่อเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมและขยายโอกาสให้ SMEs ไทยในการเพิ่มยอดขายสินค้า