เปิดแผน PDP 2026 รับเทรนด์พลังงานสะอาดคุมค่าไฟไม่เกิน 3.88 บาท

เปิดแผน PDP 2026 รับเทรนด์พลังงานสะอาดคุมค่าไฟไม่เกิน 3.88 บาท
พลังงานเปิดรับฟังความเห็น PDP 2026 วาง 4 ฉากทัศน์รับมือดีมานด์พุ่ง Data Center- EV พุ่ง หนุนแบบไฮบริด เพิ่ม RE 73% คุมค่าไฟเฉลี่ยตลอดแผนไม่เกิน 3.88 บาทต่อหน่วย

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการสัมมนารับฟังความคิดเห็นจ่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569 – 2593 (PDP2026) ว่า การจัดทำแผน PDP2026 ให้ความสำคัญในหลักการ 3 ด้านคือ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า  ต้นทุนค่าไฟฟ้าในระดับที่เหมาะสม และเป้าหมาย Net Zero โดยกระบวนการปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ซึ่งหลังจากนี้จะสรุปแนวทางที่เหมาะสมส่งไปยังคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในเดือนต.ค. และเสนอที่ประชุมครม.รับทราบ คาดว่าแผนจะเริ่มใช้ได้ในเดือนพ.ย.นี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ได้กำหนดทางเลือกของแผนไว้ 4 กรณี คือ กรณีที่ 1 (BAU) ดำเนินการตามมาตรการปกติ สัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 65% และฟอสซิล 35% ส่งผลให้การปล่อยคาร์บอนลดลงเหลือ 66 ล้านตัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในภาพรวมที่กำหนดให้ภาคพลังงานต้องลดการปล่อยคาร์บอนลงเหลือเพียง 19 ล้านตัน

กรณีที่ 2 ต่อยอดจากกรณีแรกโดยเพิ่มการลงทุนเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) 100% สัดส่วนเชื้อเพลิงคงเดิมที่ 65:35 แต่มีต้นทุนค่า CCS เพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง

กรณีที่ 3 มุ่งเน้นพลังงานหมุนเวียน (RE) สูงถึง 89% โดยไม่ใช้เทคโนโลยี CCS เลย ซึ่งจะต้องพึ่งพาโซลาร์และลมเป็นหลัก ส่งผลให้ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติลดลงเหลือเพียง 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งจะกระทบต่อโครงสร้างท่อส่งก๊าซและสถานีรับจ่ายก๊าซ (LNG Terminal) ที่จัดเตรียมไว้

กรณีที่ 4 (ไฮบริด) ผสมผสานระหว่างกรณีที่ 2 และ 3 โดยขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนขึ้นเป็นประมาณ 73% ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี CCS มาใช้บางส่วน ฉากทัศน์นี้จะช่วยรักษาระดับการใช้ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้อยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณก๊าซในอ่าวที่มีอยู่ ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG มากเกินไป

อย่างไรก็ตามความท้าทายใหม่ในการจัดทำแผนคือปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วทั้งจาก ยานยนต์ไฟฟ้า และกลุ่ม Data Center ซึ่งปัจจุบันมียอดแจ้งความประสงค์ขอใช้ไฟฟ้าเข้ามาสูงถึง 22,000-30,000 เมกะวัตต์ ซึ่งต้องมีกระบวนการคัดกรองที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจของประเทศ

ขณะที่ด้านกำลังการผลิต ในระยะสั้นประเทศไทยมีระดับสำรองไฟฟ้า (Reserve Margin) ที่เพียงพอประมาณ 25% แต่การเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน ทั้ง 4 กรณี ทำให้ต้องเร่งพัฒนา ระบบส่งและสายจำหน่ายเพื่อรองรับการขยายตัวที่รวดเร็ว โดยคาดว่าอาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 3-7 แสนล้านบาท) โดยเป็นการลงทุนจากการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง

นายประเสริฐ กล่าวถึง การกำหนดให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR - Small Modular Reactor) ในแผน PDP เพื่อเป็นทางเลือกหลัก มีกำลังผลิตรวมสูงสุดถึง 9,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2050  โดยจะมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ดำเนินการก่อสร้างแห่งแรก 300 เมกะวัตต์  เริ่มในปี 2080   เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและการกำกับดูแลภายใต้หลักเกณฑ์ของ IAEA ก่อนที่จะพิจารณาเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในอนาคต

สำหรับทิศทางราคาค่าไฟฟ้าภายใต้สมมติฐานปัจจุบัน รวมถึงสัดส่วนเชื้อเพลิงผสมผสาน (Fuel Mix) ตั้งเป้าจะควบคุมค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผนให้ไม่เกิน 3.88 บาทต่อหน่วย

“การจัดทำแผน PDP 2026  แม้จะเป็นแผนระย 25  ปี แต่มีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับเปลี่ยนทุก 2-3 ปีตามสถานการณ์เทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป หากเทคโนโลยี SMR เกิดความล่าช้า ภาครัฐก็มีแผนสำรองโดยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนบวกระบบกักเก็บพลังงาน (Solar + BESS) หรือการใช้ก๊าซธรรมชาติร่วมกับเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (Gas + CCS) เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีพลังงานที่มั่นคง สะอาด ราคาเหมาะสมอย่างยั่งยืน

ด้านนายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)  กล่าวว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนต่อร่างแผน PDP 2026 เพื่อพิจารณาเลือกฉากทัศน์ (Scenario) ที่เหมาะสมที่สุด โดยเบื้องต้นคณะอนุกรรมการและ สนพ. มองว่า กรณีที่ 4 เป็นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด โดยมีลักษณะแบบ "ไฮบริด" หรือพบกันครึ่งทาง มีความสมดุลทั้งในด้านต้นทุนค่าไฟฟ้า ความมั่นคงของระบบ และการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศ

สำหรับหลักการสำคัญของ ร่างแผน PDP2026 ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลใน 3 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) เศรษฐกิจ (Economy) และสิ่งแวดล้อม (Ecology) โดยด้านความมั่นคงมุ่งให้ระบบไฟฟ้ามีความเพียงพอทั้งในภาพรวมของประเทศและในระดับภูมิภาค พร้อมกระจายชนิดเชื้อเพลิงเพื่อสร้างความสมดุลของแหล่งพลังงานในระยะยาว

ด้านเศรษฐกิจมุ่งบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับเหมาะสมและเป็นธรรม ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อมสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศในปี พ.ศ. 2593 ควบคู่กับแนวคิดการกระจายศูนย์ของระบบไฟฟ้า (Decentralization) และการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม (Just Energy Transition)

นอกจากนี้ ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระบบไฟฟ้าแบบเดิม ไปสู่ระบบที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยบริหารสมดุลระหว่างพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และกำลังผลิตที่สามารถจ่ายไฟได้อย่างมั่นคง รวมทั้งปรับบทบาทของภาคเอกชนและผู้ใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้พลังงานเพียงอย่างเดียว ไปสู่การมีส่วนร่วมในระบบไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งการผลิตไฟฟ้าใช้เอง การบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า และการเข้าถึงพลังงานสะอาด พร้อมทั้งวางแนวทางรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบไฟฟ้าในอนาคต ทั้งการพัฒนากลไก Demand Response (DR) โดยมีเป้าหมายสะสมกว่า 2,800 เมกะวัตต์ ในปี 2593 และพลังงานแบบกระจายศูนย์ หรือ Distributed Energy Resources (DER) เป้าหมายสะสมกว่า 9,100 เมกะวัตต์ ในปี 2593 ซึ่งจะมีบทบาทในการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโครงข่าย

ขณะเดียวกันยังเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำและเทคโนโลยีพลังงานในอนาคต ทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ตลอดจนการเปิดกว้างสำหรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่น ๆ เพื่อการวิจัยและพัฒนาทางเลือกใหม่ เช่น ระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว และ  Hydrogen เป็นต้น เพื่อเพิ่มทางเลือกในการพัฒนาระบบไฟฟ้าและลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเทคโนโลยีในระยะยาว

สำหรับในช่วง 12 ปีแรกของแผน ระหว่างปี 2569–2580 กำหนดกรอบกำลังผลิตใหม่รวมประมาณ 50,900 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบพลังความร้อนร่วม (CCGT) 9,100 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้า SMR 300 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 24,300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 2,700 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) 14,500 เมกะวัตต์ โดยทางเลือกต่าง ๆ ในช่วงแรกของแผนขับเคลื่อนอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันและเป็นไปตามหลักการจัดทำแผนทั้ง 3 ด้าน

ขณะที่ช่วงหลังปี 2580 ได้จัดทำทางเลือกเพื่อรองรับเส้นทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายพลังงานสะอาดในปี 2593 โดยพิจารณาทั้งการใช้เทคโนโลยี CCS การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน และการผสมผสานทั้งสองแนวทาง ซึ่งในทุกทางเลือกกำหนดให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนอย่างน้อย 65% ในปี 2593 เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

“PDP เป็นแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่กำหนดทิศทางระบบไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว การจัดทำ PDP2026 จึงต้องพิจารณาทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ต้นทุนที่เหมาะสม ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ขณะเดียวกัน กระบวนการจัดทำแผนต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาชนได้รับทราบข้อมูลและร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การวางแผนมีความรอบด้านและสะท้อนมุมมองจากทุกภาคส่วน” 

 

 

 

TAGS: #PDP2026 #Data #Center #EV #SMR