DITP เดินหน้า THINK THAILAND : NEXT LEVEL หลังตลาด Wellness ไทยปี 2567 มีมูลค่า 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โต 10% เร่งเจาะตลาดใหม่
อุตสาหกรรม Wellness ไทยขยายตัวต่อเนื่อง สร้างมูลค่า 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน ขยับขึ้นอันดับ 24 ของโลก และอันดับ 9 ในเอเชียแปซิฟิก ด้านกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้าต่อยอดแคมเปญ THINK THAILAND : NEXT LEVEL ผลักดันสินค้าและบริการ Wellness ไทยเจาะตลาดโลก พร้อมเปิดตัว 3 แบรนด์แอมบาสเดอร์ “ปอป้อ-ทรัพย์สิรี” ด้าน Wellness “แพนเค้ก-เขมนิจ” ด้านแฟชั่น และ “บี้-ธรรศภาคย์” ด้านอาหาร
รายงาน Global Wellness Economy: Country Ranking Report จาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์และบริการด้าน Wellness ของไทยในปี 2567 มีมูลค่า 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 38.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไทยอยู่ในอันดับ 24 ของโลก และอันดับ 9 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
กลุ่ม Wellness ที่สร้างมูลค่าสูงสุดของไทย ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มูลค่ากว่า 14.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 15 ของโลก รองลงมาคือการแพทย์แผนดั้งเดิมและการแพทย์ทางเลือก มูลค่า 3.23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 18 ของโลก และธุรกิจสปา มูลค่า 1.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 18 ของโลก โดยกลุ่ม Medical Spa มีอัตราการขยายตัว 13.8%
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าและบริการสุขภาพ ความงาม และ Wellness ผ่านการจัดคณะผู้แทนการค้าและเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ พร้อมวางแผนปี 2570 ภายใต้แนวทาง “ขับเคลื่อนธุรกิจ Wellness ไทยสู่ตลาดโลก”
แผนดังกล่าวมุ่งเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพ ได้แก่ สปาหรูในยุโรป บริการทางการแพทย์ในตะวันออกกลาง บริการเสริมความงามและการนวดในจีน รวมถึงนวัตกรรมอาหารและผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุในญี่ปุ่น
สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ในปี 2568 DITP สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้า 468.44 ล้านบาท จากกิจกรรมคณะผู้แทนการค้า 6 ครั้งในกัมพูชา ญี่ปุ่น ซาอุดีอาระเบีย เวียดนาม และจีน 2 เมือง รวมถึงการเข้าร่วมงาน Cosmoprof 2024 ที่ฮ่องกง ส่วนปี 2569 สร้างมูลค่าการเจรจาการค้าแล้ว 159.60 ล้านบาท จากกิจกรรมคณะผู้แทนการค้า 3 ครั้งในไต้หวัน ญี่ปุ่น และเวียดนาม และการเข้าร่วมงาน Cosmoprof 2025 ที่ฮ่องกง
ขณะเดียวกัน ตลาดส่งออกสินค้า Wellness และสมุนไพรไทยยังเผชิญความท้าทายในตลาดหลัก โดยการส่งออกไปญี่ปุ่นลดลง 15.56% ออสเตรเลียลดลง 22.25% ขณะที่จีนขยายตัว 1.05% อย่างไรก็ตาม ตลาดอาเซียนยังมีโอกาสเติบโต โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และเมียนมา รวมถึงตลาดตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีการเติบโตของตลาดสินค้า Wellness และสมุนไพรไทย
DITP มองว่าผู้ประกอบการจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการพัฒนานวัตกรรม ผสานภูมิปัญญาไทยเข้ากับวิทยาศาสตร์ และสร้างสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อขยายตลาดจากการแข่งขันด้านปริมาณไปสู่ตลาดเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและเอกลักษณ์
อีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนการผลักดัน Wellness ไทยสู่ตลาดโลก คือการที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุม Global Wellness Summit 2026 ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งเป็นเวทีที่รวบรวมผู้นำและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม Wellness จากนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวโน้มและทิศทางของอุตสาหกรรม
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า แคมเปญ THINK THAILAND : NEXT LEVEL ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2567 มีเป้าหมายเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดโลก โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่ม
ในปีนี้ DITP มุ่งเน้นสินค้าและบริการ Wellness ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งบริการทางการแพทย์และความงาม บริการส่งเสริมสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเวชสำอาง อาหารเพื่อสุขภาพ และสินค้าไลฟ์สไตล์
พร้อมเปิดตัว 3 แบรนด์แอมบาสเดอร์เพื่อเป็นตัวแทนของศักยภาพไทยใน 3 สาขา ได้แก่ “ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย” นักแบดมินตันหญิงทีมชาติไทย ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ด้าน Wellness “แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์” ด้านแฟชั่น และ “บี้-ธรรศภาคย์ ชี” ด้านอาหาร
“ปอป้อ-ทรัพย์สิรี” จะทำหน้าที่สื่อสารภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผ่านภาพลักษณ์ของนักกีฬาระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและการใช้ชีวิตอย่างสมดุล
ขณะที่ “แพนเค้ก-เขมนิจ” จะถ่ายทอดศักยภาพของแฟชั่นไทยที่ผสานงานหัตถศิลป์ ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และการออกแบบร่วมสมัย ส่วน “บี้-ธรรศภาคย์” ซึ่งเป็นที่รู้จักในประเทศจีน จะเป็นตัวแทนสื่อสารศักยภาพของอาหารไทยไปยังผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ
DITP ระบุว่า การผลักดัน Wellness ไทยจะเน้นการต่อยอดภูมิปัญญา วัฒนธรรม การบริการ และนวัตกรรม ให้เป็นสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม พร้อมยกระดับผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก รวมถึงขยายเครือข่ายผ่านการเจรจาธุรกิจ คณะผู้แทนการค้า และงานแสดงสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยในตลาด Wellness ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก
ผู้ประกอบการที่สนใจโครงการของ DITP สามารถติดตามรายละเอียดผ่านช่องทางของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และแพลตฟอร์ม THINK THAILAND, THAITRADE.COM และ NEA DITP.