คลังโชว์จัดเก็บรายได้รัฐวิสาหกิจทะลุเป้า 1.97 แสนล้าน

คลังโชว์จัดเก็บรายได้รัฐวิสาหกิจทะลุเป้า 1.97 แสนล้าน
สคร.ชี้รัฐวิสาหกิจส่งรายได้รัฐสูงกว่าประมาณการ คาดทั้งปีแตะ 2.03 แสนล้านบาท ขณะที่รัฐวิสาหกิจ 43 แห่งเบิกจ่ายลงทุนแล้ว 92.19% เล็งเดินหน้า Green PPP ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน–หนุนเศรษฐกิจไทย

นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานของ สคร. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่า การจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดิน/เงินปันผลจากรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ (กิจการที่รัฐถือหุ้นต่ำกว่า 50%) จำนวน 182,600 ล้านบาท โดย ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีประมาณการสะสม จำนวน  163,901 ล้านบาท โดย สคร.สามารถจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินฯ สะสม รวมทั้งสิ้น จำนวน 197,356 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการสะสมอยู่ที่ 33,455 ล้านบาท หรือคิดเป็น 120%

สำหรับการจัดเก็บรายได้แผ่นดินหรือเงินปันผลสูงสุด 10 อันดับแรก ดังนี้

อันดับ

รัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ

มูลค่าจัดเก็บ (ล้านบาท)

1.

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

47,388

2.

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

33,754

3.

กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง

19,202

4.

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

18,244

5.

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

16,011

6.

ธนาคารออมสิน

13,389

7.

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

8,100

8.

ธนาคารอาคารสงเคราะห์

6,963

9.

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

5,552

10.

การไฟฟ้านครหลวง

5,104

 

สำหรับภาพรวมและสถานะการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ การลงทุนของรัฐวิสาหกิจมีความสำคัญต่อการจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐาน บริการด้านสาธารณูปโภค บริการสารณะ เพื่อพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะที่ในระยะสั้นเม็ดเงินจากการลงทุนสามารถมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อีกด้วย

ทั้งนี้ คาดว่าผลการจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินฯ ประจำปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 203,000 ล้านบาท คิดเป็น 111% ของเป้าหมายทั้งปี โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ยังคงเป็นหน่วยงานที่มีผลการนำส่งรายได้แผ่นดินสูงสุด

อย่างไรก็ตามการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจของ สคร. ในช่วง 11 เดือน ของปี 2569 (ตุลาคม 2568 -สิงหาคม 2569) ของรัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง ที่มีกรอบงบลงทุนปีงบประมาณ 2569 จำนวน 236,839.91 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายเงินลงทุนไปแล้วทั้งสิ้น 218,352 ล้านบาท หรือคิดเป็น 92.19% ซึ่งเมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2568 ที่เบิกจ่ายได้ 86.65% แล้ว ถือว่ารัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพการเบิกจ่ายสูงกว่าเดิม และคาดว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 สคร. จะสามารถเร่งรัดและกำกับติดตามให้รัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้สูงกว่า 225,998 ล้านบาท หรือคิดเป็น 95.40% ของเป้าหมาย สูงกว่าขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด

ด้านการส่งเสริมให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) และ Green PPP ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (คณะกรรมการ PPP) ได้เห็นชอบโครงการ PPP จำนวน 5 โครงการ มูลค่ารวม 14,023 ล้านบาท ดังนี้

-โครงการการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง (Rest Area) จำนวน 3 โครงการ โดยเป็นโครงการของกรมทางหลวง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน - นครราชสีมา มูลค่า 3,520 ล้านบาท และโครงการ Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 81 สายบางใหญ่ - กาญจนบุรี มูลค่า 2,380 ล้านบาท

โครงการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 1 โครงการ ได้แก่ โครงการ Rest Area ในเขตทางพิเศษบริเวณบางโปรง บนทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี - สุขสวัสดิ์) มูลค่า 1,602 ล้านบาท โดยทั้ง 3 โครงการ จะช่วยอำนวยความสะดวกและดึงดูดให้มีผู้ใช้บริการบนเส้นทางดังกล่าวเพิ่มขึ้น รวมถึงลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนน

-โครงการการจัดตั้งศูนย์บำบัดโรคมะเร็งด้วยเทคโนโลยีการฉายอนุภาคโปรตอนของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนเชิงสังคมต้นแบบ ด้านสาธารณสุข วงเงินลงทุนรวม 2,568 ล้านบาท ซึ่งเป็นการยกระดับการรักษาโรคมะเร็งแบบครบวงจร รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

-โครงการท่าเทียบเรือ เอ5 ท่าเรือแหลมฉบัง ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ความยาวหน้าท่า 697 เมตร วงเงินลงทุนรวม 3,953 ล้านบาท โดยโครงการเป็นท่าเรือที่รองรับการขนส่งรถยนต์ (Roll-On/Roll-Off : Ro/Ro) ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการขนส่งทางน้ำของประเทศ

นอกจากนี้ สคร. อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) สีเขียว
ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green PPP) ซึ่งการดำเนินโครงการ Green PPP จะคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม
ในการพัฒนาและดำเนินโครงการ (Green Project Design) อาทิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษของเสีย การกำหนดตัวชี้วัด (Green KPI) ที่วัดผลได้ชัดเจน และการกำหนดเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมในสัญญา PPP (Green Clauses) รวมถึงการติดตามและประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดระยะเวลาโครงการ โดยในการพัฒนาโครงการ Green PPP จะมีการกำหนดมาตรการสนับสนุนแก่หน่วยงานเจ้าของโครงการและเอกชนผู้ร่วมลงทุน รวมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาโครงการ Green PPP ซึ่งจะมีส่วนในการยกระดับประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ในระยะยาวตามนโยบายของรัฐบาล

ส่วนการยกระดับการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ

สคร. มีทิศทางในการขับเคลื่อนและยกระดับการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 ได้มีการปรับระยะเวลาของกระบวนการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจประจำปีให้รวดเร็วขึ้น ทำให้การสะท้อนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อนำไปพัฒนารัฐวิสาหกิจของ คนร. มีความทันกาลมากขึ้น และยังได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาตัดสินรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ประจำปี 2569 ให้มีการแบ่งกลุ่มการพิจารณาตามขนาดของรัฐวิสาหกิจในบางประเภทรางวัล เพื่อให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่งมีโอกาสได้รับรางวัลมากขึ้น
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในอนาคต สคร. จะมีการยกระดับการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานและผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งการนำแนวทางตามหลักมาตรฐานสากลใหม่ๆ
มาประยุกต์ใช้กับการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ และนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนกระบวนการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้มีความแม่นยำ และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

ขณะที่การเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) สคร.ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในหัวข้อการกำกับดูแลกิจการในรัฐวิสาหกิจ โดยที่ผ่านมา สคร. ได้รับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากการดำเนินโครงการ Country Programme ร่วมกับ OECD ซึ่ง สคร. ได้ดำเนินการแล้วในบางส่วน

นอกจากนี้ สำหรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยในภาพรวม สคร. ได้ดำเนินการจัดทำ Initial Memorandum ในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำ Initial Memorandum (IM) ของประเทศไทยในภาพรวม และในปัจจุบัน สคร. อยู่ระหว่างดำเนินการร่วมกับ OECD ในขั้นตอน Technical Review ซึ่งภายหลังจากขั้นตอนดังกล่าวเสร็จสิ้น สคร. จะได้รับข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

TAGS: #สคร. #รัฐวิสาหกิจ #PPP #Green