กรุงไทยประเมินเงินบาทสัปดาห์นี้ผันผวนในกรอบ 32.85-33.50 บาทต่อดอลลาร์ หลังดอลลาร์แข็งค่า บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่ง ทองคำร่วง พร้อมจับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ และทิศทางดอกเบี้ยเฟด
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 33.16 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงหนักจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 32.94 บาทต่อดอลลาร์ โดยคืนวันศุกร์เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่า ทะลุแนวต้านสำคัญที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังตลาดตีความถ้อยแถลงของประธานเฟด Kevin Warsh ในงาน Jackson Hole Symposium ว่ามีท่าที Hawkish มากขึ้น
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ตลาดเพิ่มโอกาสที่เฟดจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ โดยเฉพาะการประชุมเดือนกันยายน ส่งผลให้ดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวลงแรง กดดันเงินบาทเพิ่มเติม
สำหรับสัปดาห์นี้ ตลาดจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราว่างงาน JOLTS และดัชนี ISM ภาคการผลิตและบริการ รวมถึงถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่เฟดและรายงาน Beige Book ซึ่งอาจเปลี่ยนมุมมองต่อนโยบายดอกเบี้ยของเฟด โดยล่าสุดตลาดให้น้ำหนักราว 61% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน และราว 56% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยรวม 2 ครั้งในปีนี้
ขณะเดียวกันต้องติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง หลังความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นหนุนราคาน้ำมัน ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินบาท ส่วนฝั่งเอเชียจับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีนและญี่ปุ่น รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางนิวซีแลนด์และมาเลเซีย
นายพูนประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทมีมากขึ้น และในระยะสั้นมีความเสี่ยงอ่อนค่าหรือแกว่งตัวในกรอบ โดยทางเทคนิค USD/THB กลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าของเงินบาทในกรอบเวลารายวัน หลังทะลุ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม เงินบาทยังมีความเสี่ยงสองทาง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตะวันออกกลางและมุมมองตลาดต่อดอกเบี้ยเฟด
ทั้งนี้ หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด ตลาดอาจลดโอกาสขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าและทองคำฟื้น ซึ่งจะช่วยหนุนเงินบาท โดยมองแนวรับที่ 33.00 และ 32.80-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 33.50 และ 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์
สำหรับกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้อยู่ที่ 32.85-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบ 24 ชั่วโมงข้างหน้าอยู่ที่ 33.05-33.30 บาทต่อดอลลาร์