“ศุภจี”เดินหน้าปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย รับเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน ดัน Made in Thailand สร้างแต้มต่อเปิดตลาดภาครัฐ หนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ยกระดับไบโอเอเนอร์จี เซมิคอนดักเตอร์ AI
นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารหน่วยงานร่วมประชุมว่า รัฐบาลต้องการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยจากฐานภายในประเทศ ควบคู่รักษาขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ หรือ กอช. ไม่ได้หารือร่วมกันมานานราว 4-5 ปี ขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างอุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนเร็ว ซึ่มีร่างกฎหมาย 5-6 ฉบับต้องกลับมาทบทวน ทั้งกฎหมายโรงงาน กฎหมายกากอุตสาหกรรม กฎหมายปาล์มน้ำมัน และกฎเกณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวข้อง ต้องดูให้รอบด้านก่อนเสนอ ครม. เพื่อให้ครอบคลุมโลกปัจจุบันและอนาคต
ทั้งนี้ประเด็นหลักคือการเปิดประตูตลาดภาครัฐให้สินค้า วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะ 3 อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและ Green Procurement โดยภาครัฐจะเป็นผู้ใช้งานสำคัญในการสร้างอุปสงค์ให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ ก่อนขยายสู่ตลาดเอกชนและตลาดต่างประเทศ แต่การให้แต้มต่อ Made in Thailand ต้องไม่ลดมาตรฐาน สินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนไทยต้องได้มาตรฐานสากล และมีเกณฑ์นับ Local Content ชัดเจน
กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้เชื่อม “วิจัย-ผลิต-ตลาด-ลงทุน” ผ่านกลไก GMT SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม เพื่อยกระดับ SME ด้านประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยี มาตรฐาน และสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ ควบคู่การรับรอง MiT ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
“สิ่งสำคัญคือทำให้ตลาดกับการพัฒนาผู้ประกอบการเดินไปด้วยกัน นำความต้องการของตลาดมาเป็นโจทย์พัฒนา SME ให้เติบโตได้จริง และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค” นางศุภจีกล่าว
นอกจากนี้ที่ประชุมได้หารือการผลักดันพลังงานชีวภาพ ทั้งดีเซลและเบนซิน โดยต้องดูภาษีสรรพสามิต กลไกตลาด ความพร้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์ และประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับอย่างสมดุล เชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจสีเขียว BCG และ ESGด้านอุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องเร่งเสริม ได้แก่ Biotechnology ดิจิทัล AI ยานยนต์รูปแบบใหม่ เครื่องมือแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งต้องมี Supply Chain ใหม่รองรับ เพื่อให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานผลิต แต่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้น
ขณะเดียวกันยังได้หารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว
ส่วนประเด็นมาตรการการค้าสหรัฐฯ นั้น ภายใต้มาตรา 301 และ 232 มีสินค้าประมาณ 72% ได้รับยกเว้นภาษีแล้ว เหลือ 28% ที่ยังต้องเจรจาต่อ โดยช่วงปลายเดือน ส.ค. นี้ จะเดินทางไปเจรจาประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของไทยให้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม กรอบเจรจากับสหรัฐฯ ไทยยังคงยึดเรื่องการค้าเป็นหลัก ไม่ได้นำประเด็นทางทหารไปแลกผลประโยชน์ทางภาษี แต่จะใช้ข้อมูลการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต เพื่อชี้ให้เห็นประโยชน์ร่วมของทั้ง 2 ประเทศ
นางศุภจี กล่าวว่า เอกชนไทยลงทุนในสหรัฐฯ แล้วเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ และมีแผนลงทุนเพิ่มกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันส่วนหนึ่งของดุลการค้าไทยมาจากบริษัทสหรัฐที่ลงทุนในไทย จึงต้องมองทั้งการค้าและการลงทุนร่วมกัน