"ภัทรพงศ์" ชู 6 โครงการเด่นวิทยุการบินฯ เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีการเดินอากาศ รองรับกว่า 9 แสนเที่ยวบิน เปิดเส้นทางบินตรงใหม่ไทย-จีน ผลักดันไทยสู่ World-Class Aviation Hub
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมเดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาการบริหารจราจรทางอากาศ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ลดความล่าช้าของเที่ยวบิน และสนับสนุนการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้มอบนโยบายให้วิทยุการบินฯ เร่งดำเนินโครงการบูรณาการข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศ หรือ Weather Radar ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศสามารถใช้ข้อมูลสภาพอากาศที่มีความแม่นยำ และเป็นปัจจุบัน ในการบริหารจัดการเที่ยวบิน โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดผลกระทบต่อผู้โดยสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศของประเทศ
ขณะเดียวกันพร้อมผลักดันการพัฒนาระบบ System Wide Information Management (SWIM) เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลการบินในรูปแบบดิจิทัล ตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) โดยตั้งเป้าหมายให้วิทยุการบินฯ ก้าวสู่การเป็น SWIM Service Provider ภายในปี 2573 ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการบริหารข้อมูลการบินยุคใหม่ พร้อมทั้งให้บูรณาการการดำเนินงานอย่างเร่งด่วนกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงกับระบบการบินโลกได้อย่างสมบูรณ์ทันตามกรอบเวลา สอดรับเป้าหมายการผลักดันประเทศไทยสู่ World-class Aviation Hub
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) กล่าวว่า สำหรับปริมาณเที่ยวบินรวมในปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – กันยายน 2569 คาดการณ์ว่าจะมีเที่ยวบินรวม 919,643 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 2,520 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2568 ร้อยละ 1.64 ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบัน ขณะนี้มีปริมาณเที่ยวบินรวมทั้งสิ้น 777,456 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 2,558 เที่ยวบินต่อวัน แบ่งเป็น เที่ยวบินระหว่างประเทศ 385,991 เที่ยวบิน เที่ยวบินภายในประเทศ 297,234 เที่ยวบิน และเที่ยวบินผ่านน่านฟ้า 94,231 เที่ยวบิน ซึ่งตัวเลขปริมาณเที่ยวบินเป็นไปตามคาดการณ์
ทั้งนี้แม้การเติบโตจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ยังสะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคง สำหรับกลุ่มประเทศที่มีเที่ยวบินเข้า-ออกและบินผ่านประเทศไทยสูงสุด ได้แก่ จีน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม
ขณะที่สนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นที่สุด ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และสมุย ตามลำดับ อีกก้าวสำคัญคือ การเปิดใช้เส้นทางบิน L770 (NAN–SAGAG) ในวันที่ 3 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นเส้นทางบินตรงจากประเทศไทยสู่ประเทศจีน ผ่านความร่วมมือของไทย จีน และลาว ช่วยลดระยะทางการบิน 27.5 - 35.2 ไมล์ทะเล เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศ ลดต้นทุนสายการบิน ประหยัดเชื้อเพลิง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรองรับการเติบโตของการเดินทางระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีน เป็นการสนับสนุนการพัฒนาการบินอย่างยั่งยืน รองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น นับเป็นการพัฒนาโครงข่ายเส้นทางบินในภูมิภาค และสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพการเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างไทย-จีน ซึ่งเป็นการตลาดการบินสำคัญ
นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า วิทยุการบินฯ เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเดินอากาศอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ผ่าน 6 โครงการสำคัญ ดังนี้
1.โครงการบูรณาการข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศ หรือ Weather Radar เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินอากาศ ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศ เข้าสู่ระบบบริหารจัดการจราจรทางอากาศ เพื่อแสดงข้อมูลกลุ่มเมฆฝนโดยละเอียด ทั้งตำแหน่ง ความรุนแรง และแนวโน้มการเคลื่อนที่ของกลุ่มเมฆฝน แสดงซ้อนทับกับข้อมูลเส้นทางบินและตำแหน่งอากาศยาน บนหน้าจอของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ สำหรับท่าอากาศยานที่มีความหนาแน่นสูง และสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
คาดว่าจะเริ่มใช้งานที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นที่แรก ภายในปี 2570 ซึ่งจะช่วยให้สามารถติดตามและวิเคราะห์สภาพอากาศแบบทันต่อเหตุการณ์ เพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศและนักบิน ลดผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน และเสริมสร้างความปลอดภัยในการบินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
2. โครงการนำ Digital Tower มาใช้งาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง และการนำ Remote Tower มาใช้ที่ท่าอากาศยานนราธิวาสและเบตง โดยระบบดังกล่าว จะใช้กล้องวงจรปิดประสิทธิภาพสูงและระบบแสดงผลอัจฉริยะ มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมจราจรทางอากาศ ยกระดับความปลอดภัย เพิ่มความแม่นยำในการมองเห็น และเพิ่มความต่อเนื่องในการให้บริการ โดยจะเริ่มจัดหาในเดือนตุลาคม 2569 และคาดว่าจะเปิดใช้งานภายในปี 2571
3. โครงการพัฒนาระบบ System Monitoring and Control (SMC) เพื่อเฝ้าระวังติดตามและควบคุมระบบวิศวกรรมจราจรทางอากาศ ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะติดตามการทำงานของระบบทั่วประเทศไว้ในศูนย์ควบคุมเดียว ครอบคลุมทั้งระบบสื่อสาร ระบบช่วยการเดินอากาศ ระบบติดตามอากาศยาน ระบบเครือข่าย ระบบบริการจราจรทางอากาศ รวมถึงระบบสนับสนุนต่าง ๆ ทำให้สามารถติดตาม วิเคราะห์ และแก้ไขเหตุขัดข้องได้อย่างรวดเร็ว โดยจะเริ่มใช้งานที่ศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่ ช่วงต้นปี 2570 นี้ และมีแผนขยายผลสู่ศูนย์ควบคุมการบินหลักทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศ ให้แล้วเสร็จภายในปี 2571
4.โครงการพัฒนาระบบการบินสมัยใหม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการยกระดับสู่การให้บริการตามแนวคิดการจัดการจราจรทางอากาศตามวิถีการบิน โดยการเปลี่ยนถ่ายไปสู่การให้บริการ System Wide Information Management (SWIM) ที่จะปรับเปลี่ยนการแลกเปลี่ยนข้อมูลการบินไปสู่รูปแบบดิจิทัล และเชื่อมโยงระบบการบินเข้าด้วยกันทั้งหมด ภายในปี 2573 เพื่อให้พร้อมรองรับการยกเลิกการใช้งานระบบวางแผนการบินแบบเดิม ไปสู่ระบบวางแผนการบินแบบใหม่ ที่เป็นระบบวางแผนการบินที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ล่วงหน้าและทันท่วงที ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการเดินอากาศ นับเป็นการวางรากฐานสำคัญของการบริหารจัดการจราจรทางอากาศด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อมโยงถึงกัน และทันเวลาต่อการตัดสินใจ
5.การให้บริการจัดการความคล่องตัวของการจราจรทางอากาศสำหรับเที่ยวบินผ่านน่านฟ้าประเทศอัฟกานิสถาน โดยใช้ระบบ Bay of Bengal Cooperative Air Traffic Flow Management System (BOBCAT) ซึ่งวิทยุการบินฯ เป็นผู้พัฒนาระบบขึ้นเอง ยังคงมีบทบาทสำคัญในการให้บริการเดินอากาศในภูมิภาค โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สายการบินมีการใช้งานระบบ BOBCAT เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยจำนวนเที่ยวบินเฉลี่ยเพิ่มจากคืนละ 46 เที่ยวบิน เป็น 77 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 นอกจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรทางอากาศแล้ว ระบบ BOBCAT ยังช่วยให้สายการบิน ลดระยะเวลาบินวนรอได้ประมาณ 73,268 นาที ประหยัดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงประมาณกว่า 8,353 ตัน
และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณกว่า 26,394 ตัน (ในช่วง 300 วันแรกที่กลับมาเปิดให้บริการระหว่าง ก.ย. 2568 - มิ.ย. 2569) จนได้รับผลตอบรับที่ดีและเสียงชื่นชมจากสายการบินผู้ใช้งาน แสดงความชื่นชมถึงประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีที่วิทยุการบินฯ พัฒนาขึ้นเองและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
6. การขับเคลื่อนการบินอย่างยั่งยืน ผ่านการบริหารจราจรทางอากาศที่ช่วยลดระยะเวลาการบิน ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้วิทยุการบินฯ ได้รับการรับรอง Green ATM ระดับ 2 จาก CANSO และตั้งเป้ายกระดับสู่ Green ATM ระดับ 3 ในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตามผลการดำเนินงานทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวิทยุการบินฯ ในการยกระดับระบบบริการการเดินอากาศของประเทศไทยให้มีความปลอดภัย ทันสมัย และยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมตามมาตรฐานโลก พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในทุกมิติ และสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่การเป็น World-class Aviation Hub เพื่อประโยชน์ ของสายการบินและผู้โดยสารต่อไป