ส.อ.ท.ห่วงส่งออกจ่อคุยพาณิชย์รับมือภาษีสหรัฐฯ

ส.อ.ท.ห่วงส่งออกจ่อคุยพาณิชย์รับมือภาษีสหรัฐฯ
ส.อ.ท.เร่งประเมินผลกระทบภาษีสหรัฐฯรายสินค้า ก่อนกำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ เชื่อเจรจาดีลการค้า ART ไทย–สหรัฐฯรักษาความสามารถในการแข่งขัน

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท. กำลังติดตามมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด หลังสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 จัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจาก 60 เขตเศรษฐกิจ กรณีไม่สามารถกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับประเทศไทย สินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% จากอัตราภาษีปกติ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 แทนมาตรการภาษีชั่วคราวอัตรา 10% ภายใต้มาตรา 122 ซึ่งสิ้นสุดลงในวันเดียวกัน มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมไทย เนื่องจากสหรัฐฯเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ โดยในช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 38,037 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23.5% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมด

การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีจึงอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก เช่น อาหารและอาหารแปรรูป ชิ้นส่วนรถยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น

ทั้งนี้การประเมินผลกระทบจำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายพิกัดสินค้าเนื่องจากมาตรการดังกล่าวมีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภท รวมถึงสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 อยู่แล้ว ดังนั้น ส.อ.ท. จะเร่งหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กลุ่มอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินขอบเขตสินค้าที่ได้รับผลกระทบ ภาระต้นทุนภาษี แนวโน้มคำสั่งซื้อ และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการพิจารณานำเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ตรงความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานและมาตรฐานสากลมาโดยตลอด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมส่งออกที่ต้องผ่านการตรวจประเมินจากคู่ค้าระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ในระยะต่อไป ไทยควรใช้จุดแข็งดังกล่าวยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ แหล่งกำเนิดสินค้า และข้อมูลวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการเจรจากับสหรัฐฯ ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์

ขณะที่การรับมือกับมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ไม่ควรมองเฉพาะมาตรา 301 เป็นรายประเด็นแต่ต้องกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การค้าระยะยาวของประเทศ และเตรียมความพร้อมใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) การกระจายความเสี่ยงด้านตลาด (Market Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

2)การยกระดับการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และแหล่งกำเนิดสินค้า 3) การเพิ่มมูลค่าสินค้าและการพัฒนานวัตกรรม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันแม้เผชิญต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น และ 4) การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้น

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ส.อ.ท. เชื่อมั่นว่าการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ หรือ ART ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จะมีส่วนสำคัญในการเจรจาไปสู่ข้อสรุปที่สมดุล เป็นธรรม เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการต่อไป

 

TAGS: #ภาษีสหรัฐฯ #ART #ไทย–สหรัฐฯ #ส่งออก