กฟผ. อัปเกรดสายส่งทั่วไทย รับดีมานด์ Data Center ยุค AI พร้อมดึง BESS, พลังน้ำสูบกลับ และ SMR เสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาด
กฟผ. ระบุดีมานด์ไฟฟ้า Data Center เพิ่มต่อเนื่อง กดดันการจัดทำ PDP2026 ต้องปรับให้ทันเศรษฐกิจยุค AI จ่อลงทุนระบบสายส่งทั่วประเทศ เพิ่ม BESS–โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ และบรรจุ SMR เสริมความยืดหยุ่นและเสถียรภาพระบบไฟฟ้า รองรับพลังงานสะอาดและการลงทุนระยะยาว
นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่ายุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยใน เวทีเสวนา The ASEAN Strategic Shift to Renewables and Computer Power ภายในงาน Gastech 2026 ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าจากกลุ่ม Data Center อยู่ที่ประมาณ 35 GW ขณะที่มีกำลังการผลิตรวมในระบบประมาณ 40 GW ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 จำเป็นต้องปรับแนวทางการผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกัน
ทั้งนี้ ปัญหาคือต้องคำนึงถึงโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะมารองรับโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นอุปสงค์หลักในตลาดขณะนี้ รวมถึงความต้องการพลังงานสะอาดตลอดจนการเตรียมพร้อมสำหรับสายส่งใหม่ โดยได้เสนอโครงการพัฒนาระบบสายส่ง เพื่อปรับปรุงระบบสายส่งทั่วประเทศ รองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโครงการ Data Center
.png)
ทั้งนี้โครงการลงทุน Data Center ยุค AI มีลักษณะการดึงพลังงานแบบเปิดและปิดสลับกันอย่างกะทันหัน ซึ่งสร้างปัญหาสภาวะชั่วครู่ในระบบไฟฟ้าอย่างมาก ตัวอย่างเช่น การดำเนินงานของระบบ กฟผ. ได้เสนอโครงการแบตเตอรี่ BESS เพื่อช่วยจัดการปัญหาในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง และอยู่ระหว่างการทบทวนข้อกำหนดเพื่อควบคุมสภาวะชั่วครู่ดังกล่าว โดยอาจขอให้แจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนที่โหลดจะเข้ามาในระบบ เพื่อเตรียมแบตเตอรี่หรือระบบการผลิตรองรับ
นอกจากนี้ความต้องการพลังงานสะอาดรวมกันจากความต้องการจริงและความต้องการในอนาคต ถือเป็นกระบวนการที่เสนอราคาพลังงานรูปแบบใหม่สำหรับ Data Center ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในไทย กฟผ. จึงพยายามขอให้มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับการลงทุนในระบบส่งและระบบจำหน่าย ซึ่งเป็นกระบวนการที่รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพัฒนา เพราะ กฟผ. ไม่สามารถแยกประเด็นเชิงพาณิชย์ออกจากความมั่นคงของระบบได้
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา กฟผ.ร่วมกับกระทรวงพลังงานในการวางแผนระบบไฟฟ้า กำหนดกรอบตั้งแต่ระยะสั้นถึงระยะกลาง โดยพลังงานหมุนเวียนส่วนใหญ่มาจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งไทยเป็นประเทศแรกๆที่ทำข้อตกลงประเมินการเชื่อมต่อพลังงานหมุนเวียนกับ IEA ซึ่งแนะนำให้มีระบบควบคุมและจัดตั้งศูนย์ควบคุมสำหรับพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะ ปัจจุบันกำลังพัฒนาไปสู่ศูนย์ควบคุมพลังงานหมุนเวียนเต็มรูปแบบ ซึ่งรมว.พลังงานเน้นย้ำว่าเราต้องมีกลไกการปรับลดกำลังการผลิตสำหรับพลังงานหมุนเวียนเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน
ขณะที่เรื่องความยืดหยุ่น เน้นที่ระบบกักเก็บพลังงาน ไม่เพียงแต่แบตเตอรี่ แต่เสนอทั้งแบตเตอรี่และโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ในแผน PDP ใหม่ จึงมีการเสนอให้ใส่ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ประมาณ 160 กิโลวัตต์ชั่วโมง และพลังงานน้ำแบบสูบกลับเข้ามาเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้ระบบ นอกจากนี้ เพื่อลดความเฉื่อยของระบบ (Inertia Loss) ดังเช่นที่เกิดขึ้นในยุโรป กฟผ. เสนอให้ติดตั้ง Grid-Forming Inverter ซึ่งทำงานร่วมกับแบตเตอรี่และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อดูแลระบบในระยะยาว

ส่วน โรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor) ถูกบรรจุไว้ในแผน PDP ด้วย เนื่องจาก SMR เป็นพลังงานคาร์บอนต่ำที่มั่นคง นอกจากแบตเตอรี่แล้ว ยังนำอุปกรณ์ปรับแก้กำลังไฟฟ้าและระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังมาใช้ในระบบ ซึ่งอยู่ในแผนและกำลังพิจารณาจัดหา เพื่อให้มั่นใจว่าระบบพร้อมรองรับพลังงานหมุนเวียนและซัพพลายคาร์บอนต่ำในอนาคต

ทั้งนี้ การวางแผนพลังงาน การผลิตอุปกรณ์ระบบส่ง และการลงทุนในพลังงาน ต้องดำเนินไปพร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะการจะดึงดูดนักลงทุน ต้องมีความชัดเจนว่าโครงสร้างพื้นฐานสามารถรองรับการลงทุนใน Data Center ได้
ขณะเดียวกันนักลงทุนในฝั่งพลังงานก็ต้องการความมั่นใจว่านโยบายจะไม่เปลี่ยนแปลงจนกระทบต่อผลตอบแทนในระยะยาว เนื่องจากอุปกรณ์พลังงานมีอายุการใช้งานยาวนาน 20 ถึง 30 ปีหรือมากกว่านั้น