ผู้เชี่ยวชาญชี้ SPR มีไว้สร้างความมั่นคงด้านอุปทาน ไม่ใช่เครื่องมือลดราคาน้ำมัน เตือนยุบกองทุนน้ำมันอาจทำให้ราคาผันผวนหนักกว่าเดิม
ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น กระแสเรียกร้องให้ยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและหันไปใช้ระบบคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) จะกลับมาเป็นประเด็นสาธารณะอยู่เสมอ หลายคนเชื่อว่าหากไม่มีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ราคาน้ำมันจะถูกลงทันที และ SPR จะสามารถช่วยพยุงราคาน้ำมันได้เช่นเดียวกับหลายประเทศ
‘วีระพล จิรประดิษฐกุล’ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ได้นำเสนอมุมมองในเรื่องนี้ไว้ว่า วิกฤตการณ์ราคาน้ำมันแพงกลายเป็นมหากาพย์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ทุกครั้งที่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศพุ่งสูงขึ้น "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" มักจะตกเป็นจำเลยสังคมในฐานะกลไกที่ถูกมองว่าซ้ำเติมผู้บริโภคจากการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ จนนำมาสู่กระแสเรียกร้องจากหลายฝ่ายว่า "ควรยุบเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แล้วเปลี่ยนไปใช้ระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) แทน"
กองทุนน้ำมันกับ SPR แตกต่างกันอย่างไร
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (Price Stabilizer): มีหน้าที่หลักในการ "รักษาเสถียรภาพราคา" กลไกของมันคือการเก็บเงินสะสมจากผู้ใช้น้ำมันในช่วงที่ราคาน้ำมันตลาดโลกต่ำ และนำเงินนั้นมา "อุดหนุน" (Subsidy) เพื่อตรึงราคาไม่ให้สูงเกินไปในช่วงที่ตลาดโลกผันผวน เป็นเครื่องมือทางการเงินที่จัดการกับ "ความเสี่ยงด้านราคา" โดยตรง
คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ หรือ SPR (Supply Security): มีหน้าที่หลักในการ "สร้างความมั่นคงด้านอุปทาน" เป็นการกักเก็บน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูปปริมาณมหาศาลไว้ในคลัง เพื่อนำออกมาใช้ในยามเกิดภัยพิบัติ สงคราม หรือการตัดขาดทางการขนส่งจนน้ำมันขาดแคลน เป็นเครื่องมือที่จัดการกับ "ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนพลังงาน"
หากเลิกกองทุนน้ำมันฯ ราคาน้ำมันจะลดลงทันทีจริงหรือ?
กลุ่มผู้สนับสนุนให้เลิกกองทุนน้ำมันฯ มองว่า หากไม่มีการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มจะลดลงทันที ซึ่งในทางทฤษฎี ณ วันที่ราคาน้ำมันโลกเป็นปกติ ข้อนี้เป็นความจริง เพราะราคาจะสะท้อนเนื้อน้ำมันบวกภาษีและค่าการตลาดเพียวๆ แต่ในทางปฏิบัติ โลกไม่ได้อยู่ในภาวะปกติเสมอไป
หากไม่มีกองทุนน้ำมันฯ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ
ราคาขายปลีกจะผันผวนอย่างรุนแรง (Price Volatility): หากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกกระโดดขึ้น 10 เหรียญในสัปดาห์เดียว ราคาหน้าปั๊มในไทยก็จะต้องกระโดดขึ้นทันทีโดยไม่มีตัวช่วยรับแรงกระแทก
กระทบต่อโครงสร้างราคาพลังงานทางเลือก
กองทุนน้ำมันฯ ถูกใช้เป็นกลไกอุดหนุนน้ำมันชีวภาพ (เช่น E20, E85, บี7) และก๊าซหุงต้ม (LPG) หากยกเลิกกองทุนฯ ราคา LPG ซึ่งเป็นภาคครัวเรือนและภาคขนส่งอาจพุ่งสูงขึ้นจนกระทบค่าครองชีพอย่างรุนแรง
การจัดตั้ง SPR จะช่วยแก้ปัญหาราคาแพงได้จริงหรือ?
หลายประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ มีระบบ SPR ที่แข็งแกร่ง และในบางครั้ง (เช่น ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน) สหรัฐฯ ได้ระบายน้ำมันจาก SPR ออกมาสู่ตลาดเพื่อกดราคาน้ำมันโลก จึงทำให้เกิดแนวคิดว่าไทยควรทำตาม
อย่างไรก็ตาม การนำ SPR มาแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงในบริบทของประเทศไทย มีข้อจำกัดและข้อควรระวังหลายประการ
ต้นทุนมหาศาลที่แฝงอยู่
การสร้างระบบ SPR ไม่ใช่เรื่องฟรี การสร้างคลังจัดเก็บขนาดใหญ่ การซื้อน้ำมันมหาศาลมาเก็บไว้เฉยๆ เป็นปีๆ และการบริหารจัดการ (Maintenance) มีต้นทุนที่สูงมาก คำถามคือ "ใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนนี้?" หากรัฐบาลเป็นผู้จ่าย ก็ต้องใช้เงินภาษีของประชาชน หรือหากผลักภาระให้บริษัทน้ำมัน ต้นทุนเหล่านั้นก็จะถูกบวกกลับเข้ามาในราคาขายปลีกน้ำมันอยู่ดี
SPR ช่วยลดราคาได้ชั่วคราว แต่แก้ระยะยาวไม่ได้
เมื่อปล่อยน้ำมันจาก SPR เข้าสู่ระบบ อุปทานที่เพิ่มขึ้นจะช่วยกดราคาลงได้จริง แต่เป็นการลดลงเพียง "ชั่วคราว" เท่านั้น เมื่อน้ำมันสำรองหมดลง และราคาน้ำมันโลกยังคงสูงอยู่ รัฐบาลก็ต้องควักเงินไปซื้อน้ำมันราคาแพงมาเติมคืนในคลัง SPR อยู่ดี ซึ่งอาจทำให้เข้าเนื้อยิ่งกว่าเดิม
ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนน้ำมัน แต่สู้ราคาไม่ไหว
วิกฤตของไทยในปัจจุบันไม่ใช่การไม่มีน้ำมันให้เติม (Supply Disruption) แต่คือการมีน้ำมันเต็มปั๊มแต่ประชาชนไม่มีกำลังจ่าย (Price Crisis) การตั้ง SPR จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ "ไม่ตรงจุด" เพราะ SPR ถูกสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาแรก ไม่ใช่ปัญหาหลัง
คำตอบของคำถามที่ว่า “เลิกกองทุนน้ำมันแล้วตั้ง SPR แก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงได้จริงหรือ?” จึงค่อนข้างชัดเจนว่า "ไม่จริงทั้งหมด และอาจทำให้ปัญหาซับซ้อนกว่าเดิม"
การยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ โดยไม่มีกลไกอื่นมารองรับด้านราคา จะทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยเผชิญกับภาวะช็อกทางราคา (Price Shock) อยู่บ่อยครั้ง ขณะที่การตั้ง SPR แม้จะเป็นเรื่องที่ดีและจำเป็นในแง่ของ "ความมั่นคงทางทหารยุทธศาสตร์" แต่ SPR ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านที่จะนำมาควักใช้ลดราคาน้ำมันได้ทุกครั้งที่น้ำมันแพง เพราะต้นทุนการเก็บรักษานั้นสูงลิ่ว
ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย:
ทางออกของไทย ไม่ใช่การทุบกระปุกออมสิน (กองทุนน้ำมัน) ทิ้งเพื่อไปซื้อถังสำรอง (SPR) แต่คือการ "ปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิต โครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นให้เป็นธรรม" ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยของกองทุนน้ำมันฯ ไม่ให้อุดหนุนจนล้นพ้นตัวจนติดหนี้สาธารณะ และในขณะเดียวกัน ไทยอาจพัฒนา SPR ในรูปแบบข้อกำหนดกฎหมาย (Mandatory Reserves) ให้เอกชนช่วยสำรองเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องเอาเงินภาษีของรัฐไปจม
เหนือสิ่งอื่นใด การแก้ปัญหาน้ำมันแพงที่แท้จริงไม่ใช่การเปลี่ยนเครื่องมือพยุงราคาน้ำมัน แต่คือการลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล แล้วเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนและการขนส่งระบบรางที่ใช้ไฟฟ้าให้เร็วที่สุดต่างหาก พร้อมกับรณรค์ให้มีการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง คือทางออกที่ยั่งยืนของประเทศไทย