กรมธุรกิจฯเดินหน้ากำกับมาตรฐานความปลอดภัยการใช้ LNG และ LPG รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ หลังการใช้ LNG โตเฉลี่ย 20% ขณะที่ภาคขนส่งจูงใจรถบรรทุกเลือกใช้แทนถัง NGV วิ่่งไกลกว่า
นายฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยหลังลงพื้นที่ศึกษาดูงานสถานประกอบกิจการสถานที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) บริษัท อินโดรามา โฮลดิ้งส์ จำกัด สถานที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) บริษัท ราชบุรีกล๊าส อินดัสทรี จำกัด และสถานีบริการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สาขาราชบุรีว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนตามนโยบายของนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ในการยกระดับการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของสถานประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรองรับการขยายตัวของการใช้ LNG และ LPG ในภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง เป็นไปตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ปัจจุบันการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับหม้อไอน้ำ เตาเผา และเตาหลอม รวมถึงภาคการขนส่ง โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่และรถหัวลากที่ต้องการเชื้อเพลิงสำหรับการเดินทางระยะไกล ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยปัจจุบันกรมธุรกิจพลังงานได้ออกใบอนุญาตสถานที่ใช้ LNG แล้ว 139 แห่ง และออกใบอนุญาตสถานีบริการ LNG 5 แห่ง ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี ปทุมธานี ชลบุรี และสระบุรี
ขณะที่ภาคเอกชนมีแผนลงทุนจัดตั้งสถานีบริการเพิ่มเติมอีก 11 แห่ง เพื่อรองรับเส้นทางขนส่งหลักของประเทศในอนาคต สะท้อนแนวโน้มการใช้เชื้อเพลิงสะอาดที่ขยายตัวต่อเนื่อง
“การใช้ LNG ในภาคอุตสาหกรรมเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 20% เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงเดิมอย่าง LPG หรือน้ำมันเตา เพราะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้นการกำกับดูแลตามมาตรฐานความปลอดภัยทุกขั้นตอน เป็นการสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และภาคอุตสาหกรรม พร้อมทั้งสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงาน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการพัฒนาไปสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน”
สำหรับในภาคขนส่งการเปลี่ยนมาใช้ LNG ในรถบรรทุกขนาดใหญ่แทน NGV ถือเป็นทางเลือกอย่างหนึ่ง เนื่องจากถัง NGV ครบอายุการใช้งาน 20 ปี จะไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก ผู้ประกอบการจึงต้องตัดสินใจว่าจะกลับไปใช้ดีเซลหรือเปลี่ยนมาใช้ LNG แทน ซึ่งการเปลี่ยนมาใช้ระบบ LNG จะมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งหรือปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประมาณ 3 แสนบาท เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันดีเซล การลงทุนเปลี่ยนอุปกรณ์ ผู้ประกอบการมองว่าคุ้มค่า โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันยังมีความผันผวน รวมถึงประสิทธิภาพในการขนส่งเพราะ LNG สามารถเติมเพียงครั้งเดียวแล้ววิ่งได้ระยะทางไกลถึง 1,200 กิโลเมตร ช่วยให้ไม่ต้องแวะเติมเชื้อเพลิงบ่อยครั้งเหมือนระบบเดิม
นายฉัตรชัย กล่าวถึง ในส่วนของก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) กรมธุรกิจพลังงานได้ยกระดับการกำกับดูแลเชิงรุก โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครในการพัฒนาศักยภาพพนักงานเจ้าหน้าที่ด้านการบังคับใช้กฎหมาย และสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการและประชาชนให้ปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะสถานที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทที่ 1 ซึ่งกฎหมายกำหนดให้สามารถประกอบกิจการได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด พร้อมเตรียมขยายรูปแบบความร่วมมือดังกล่าวไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ทั้งนี้จังหวัดราชบุรีถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านก๊าซธรรมชาติของประเทศ เป็นศูนย์กลางการกระจายก๊าซธรรมชาติที่เชื่อมโยงระบบขนส่งและการกระจายเชื้อเพลิงสู่ภาคอุตสาหกรรมและพื้นที่ภาคตะวันตก จึงมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
การศึกษาดูงานครั้งนี้ คณะสื่อมวลชนได้เยี่ยมชม บริษัท อินโดรามา โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งนำ LNG มาใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตเส้นใยโพลีเอสเตอร์ พร้อมใช้ระบบนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ (Waste Heat Recovery) และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากนั้นเยี่ยมชม บริษัท ราชบุรีกล๊าส อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วในเครือ BCG ซึ่งใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิงหลักในกระบวนการหลอมแก้ว ก่อนปิดท้ายที่ สถานีบริการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สาขาราชบุรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางกระจายก๊าซธรรมชาติไปยังภาคอุตสาหกรรมและสถานีบริการ NGV ในพื้นที่ภาคตะวันตก