กบง.ไฟเขียวยกเลิกเพดานขายปลีกดีเซล 35 บาทต่อลิตรหลังราคาน้ำมันโลกเริ่มาผ่อนคลาย เพิ่มความคล่องตัวบริหารกองทุนน้ำมันฯ ลดข้อจำกัดการอุดหนุนราคา ส่วนวงเงินกู้ 2 หมื่นล้านยังไม่จำเป็นต้องเบิกใช้
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าที่ประชุม คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติยกเลิกมาตรการกำหนดเพดานราคาขายปลีกน้ำมันที่ระดับ 35 บาทต่อลิตร ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มผ่อนคลายปรับขึ้นลงสะท้อนตามตลาดมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่เกิดวิกฤตปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่จำเป็นต้องคุมเพดานราคาน้ำมันไว้เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนเมื่อตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นเร็ว
“ทางกบง.เห็นว่าควรยกเลิกข้อจำกัดดังกล่าว เพื่อให้การบริหารราคาน้ำมันกลับมาเป็นไปตามกลไกมากขึ้น ซึ่งจะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถบริหารโครงสร้างราคาได้คล่องตัวมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาการตรึงเพดานไว้ที่ 35 บาทต่อลิตร หากราคาตามต้นทุนปรับขึ้นก็ไม่สามารถปรับราคาได้ ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯต้องเข้าไปชดเชยราคาไว้ทำให้เกิดภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น"
สำหรับมาตรการนำส่วนต่างของค่าการกลั่น (Refining Margin) ที่อยู่ในระดับสูงกว่าปกติ ส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อลดราคาขายปลีกน้ำมัน นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะมีการจัดเก็บเพิ่มเติมหรือไม่ เนื่องจากต้องรอประเมินส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป รวมถึงต้นทุนของโรงกลั่นในช่วงสิ้นเดือน ก.ค. ก่อน ซึ่งการคำนวณอัตราการจัดเก็บแต่ละครั้งจะใช้สูตรที่แตกต่างกันตามสถานการณ์ตลาด โดยพิจารณาข้อมูลต้นทุนของโรงกลั่นหลายแห่ง และอาจมีการตัดค่าที่สูงสุดและต่ำสุดออก เพื่อให้สะท้อนต้นทุนเฉลี่ยที่เหมาะสม ไม่ได้ใช้สูตรตายตัวเหมือนทุกครั้ง
ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯมีสถานะติดลบที่ประมาณ 58,000 ล้านบาท มีภาระเงินไหลออกจากการชดเชยราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม (LPG) รวมกันเฉลี่ยประมาณ 515 ล้านบาทต่อวัน แม้ตัวเลขดังกล่าวเริ่มลดลงจากช่วงที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง แต่ยังถือเป็นภาระสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมวงเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาทเพื่อบริหารสภาพคล่องไว้แล้ว แต่ยังไม่จำเป็นต้องเบิกจ่ายในช่วงนี้ เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันเริ่มผ่อนคลาย หากในอนาคตราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวสูงขึ้นจนกระทบสภาพคล่องของกองทุน จึงจะพิจารณาเบิกใช้วงเงินดังกล่าว