ซีรีส์แนวตั้งบูม เปิดโอกาสคอนเทนต์ไทยเจาะตลาดโลก

ซีรีส์แนวตั้งบูม เปิดโอกาสคอนเทนต์ไทยเจาะตลาดโลก
สนค. ชี้ กระแสซีรีส์แนวตั้งเป็นโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย แนะพัฒนาเนื้อหาที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทย ยกระดับทักษะผู้ผลิต และขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยถึงกระแสความนิยมซีรีส์แนวตั้งที่เพิ่มขึ้นว่า ซีรีส์แนวตั้ง (Vertical Series) คือ ละครสั้น (Micro-Drama) ที่แสดงภาพแนวตั้ง ในสัดส่วนภาพ 9:16 สำหรับรองรับการรับชมบนสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตโดยเฉพาะ โดยทั่วไปมีความยาวตอนละ 1–2 นาที เน้นการดำเนินเรื่องที่รวดเร็ว เข้าใจง่าย มีประเด็นให้น่าติดตาม และสร้างจุดหักมุมหรือปมขัดแย้งเป็นระยะ เพื่อดึงดูดให้ผู้ชมติดตามอย่างต่อเนื่อง ลักษณะดังกล่าวจึงทำให้ซีรีส์แนวตั้งสามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่มีเวลาจำกัดและต้องการคอนเทนต์ที่รับชมได้ทันที

ผอ.สนค. ให้ข้อมูลว่า ซีรีส์แนวตั้งกำลังเป็นที่นิยมทั่วโลก โดยตลาดจีนครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด จากรายงานนวัตกรรมและการพัฒนาละครสั้นที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่จัดทำโดยศูนย์วิจัยพัฒนา ภายใต้สำนักงานบริหารวิทยุและโทรทัศน์แห่งรัฐ ของประเทศจีน ร่วมกับภาคเอกชน ระบุว่า ในปี 2568 ตลาดละครสั้นทั่วโลกมีมูลค่าเกือบ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ตลาดละครสั้นของจีนมีมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 77.78 ของตลาดละครสั้นทั้งหมด และตลาดอื่นรวมกันมีมูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตลาดละครสั้นในหลายประเทศก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างมากเช่นกัน อาทิ ตลาดละครสั้นของเกาหลีใต้มีมูลค่าถึง 490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 และคาดว่าจะมีมูลค่ามากกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2572 และ ในปี 2569 ตลาดละครสั้นของอินเดีย จะมีมูลค่าถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วงปี 2569 – 2573 จะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 31 ต่อปี จนมีมูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 

นอกจากการผลิตและการให้บริการ การใช้งานแอปพลิเคชันซีรีส์แนวตั้งก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน สมาคมเน็ตแคสติ้งแห่งประเทศจีน (China Netcasting Service Association) รายงานว่า ในช่วง 8 เดือนแรก (มกราคม - สิงหาคม) ของปี 2568 ผู้ใช้งานชาวจีนใช้งานแอปพลิเคชันละครสั้นเฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.9 เมื่อเทียบกับการใช้งานเฉลี่ยในเดือนมกราคมในปีเดียวกัน โดยแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในจีน ได้แก่ Hongguo Short Drama รองลงมา คือ Hippo Theater และ Fanhua Theater ตามลำดับ สำหรับตลาดอื่น สมาคมฯ ระบุว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 มีการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันละครสั้นในต่างประเทศกว่า 730 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 370.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากรายงานของ SocialPeta ระบุว่า แอปพลิเคชัน ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทั่วโลก (ยกเว้นประเทศจีน) คือ Reelshort รองลงมา ได้แก่ DramaBox ShortMax และ GoodsShort ทั้งนี้ รูปแบบหลักที่แพลตฟอร์มใช้ในการสร้างรายได้จากซีรีส์แนวตั้งมี 4 รูปแบบ ได้แก่ 

(1) ระบบเติมเงินเพื่อปลดล็อกเนื้อหารายตอน โดยแพลตฟอร์มจะให้ผู้บริโภคเข้าถึงเนื้อหา 10 - 15 ตอนแรก โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมซื้อเหรียญดิจิทัล (Coins) สำหรับปลดล็อกเนื้อหาตอนอื่น ๆ (2) ระบบสมาชิกแบบเหมาจ่าย (3) รายได้จากการโฆษณา และ (4) การตลาดแบบพันธมิตร (Affiliate Marketing) โดยแพลตฟอร์มยินยอมให้ผู้จำหน่าย/ผู้ผลิตสินค้าใส่ลิงก์สำหรับสั่งซื้อสินค้าที่ปรากฏในซีรีส์ เพื่อให้ผู้ชมที่สนใจกดสั่งซื้อได้

สำหรับตลาดซีรีส์แนวตั้งของไทย ปัจจุบันยังไม่มีการประเมินมูลค่าตลาด แต่ก็เป็นตลาดที่มีศักยภาพในภูมิภาค โดยบริษัทวิจัยการตลาด SocialPeta ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ไทยมีจำนวนการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันซีรีส์แนวตั้งมากเป็นอันดับที่ 6 ของโลก ในขณะที่บริษัทวิจัยการตลาดของจีน Diandian คาดว่า ในไตรมาสแรกของปี 2568 รายได้ที่เกิดจากการซื้อในแอปพลิเคชันซีรีส์แนวตั้ง (In-App Purchase) ของไทยมีมูลค่าประมาณ 7.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 3 ของตลาดนอกประเทศจีน (รองจากสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น) นอกจากนี้ ตลาดไทยยังมีแนวโน้มเติบโต เห็นได้จากพฤติกรรมของผู้บริโภคและการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ อาทิ ในปี 2568 มีผู้ใช้บริการบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันซีรีส์แนวตั้งเพิ่มขึ้นกว่า 3 ล้านราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 56 จากปีก่อนหน้า ทำให้ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานแอปพลิเคชันซีรีส์แนวตั้งประมาณ 9 ล้านรายต่อเดือน บริษัทฯ จึงขยายรูปแบบการให้บริการเพื่อรองรับตลาดซีรีส์แนวตั้งได้มากขึ้น ในขณะที่ผู้ผลิตละครไทยหลายราย อาทิ กันตนา อมรินทร์ทีวี Mi Group oneD และทรูไอดีได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยเพิ่มการผลิตซีรีส์แนวตั้งมากขึ้น

ผอ.สนค. ระบุว่า แนวโน้มของซีรีส์แนวตั้งดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงโอกาสของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ที่สามารถต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ความเป็นไทย อีกทั้งยังเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมและบริการหลากสาขาอื่น ๆ อาทิ วรรณกรรม การเขียนบท การผลิตสื่อวีดิทัศน์ ดนตรี แฟชั่นและความงาม การพากย์เสียง การแปลภาษา การตลาดดิจิทัล ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ในการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมซีรีส์แนวตั้ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างรวดเร็วผ่านช่องทางดิจิทัล

การผลักดันซีรีส์แนวตั้งของไทยให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดไทยและตลาดโลก จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การพัฒนาเนื้อเรื่องที่สอดแทรกเอกลักษณ์ความเป็นไทย สามารถเข้าใจได้ง่าย (2) การยกระดับทักษะผู้ผลิตให้สอดคล้องกับรูปแบบของซีรีส์แนวตั้ง อาทิ การเล่าเรื่องที่กระชับ การจัดองค์ประกอบภาพให้เหมาะสมกับแสดงบนหน้าจอสมาร์ตโฟน และการใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์มสำหรับนำมาปรับปรุงกลยุทธ์ธุรกิจและการผลิตคอนเทนต์ (3) การส่งเสริมอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง อาทิ การแปลคำบรรยาย การพากย์เสียง และการทำตลาดในต่างประเทศ เพื่อขยายฐานผู้ชมไปยังตลาดศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงสหรัฐอเมริกา และยุโรป และ (4) การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา 

ผอ.สนค. กล่าวทิ้งท้ายว่า กระแสความนิยมของซีรีส์แนวตั้งเป็นสัญญาณที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ และความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก ผู้ประกอบการไทยควรเร่งพัฒนาคอนเทนต์ให้มีเอกลักษณ์ และนำเสนอความเป็นไทยอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มบทบาทของไทยในตลาดดิจิทัลคอนเทนต์โลก รวมถึงสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ขณะที่กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถมีบทบาทในการส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ทั้งพัฒนาทักษะและความรู้ด้านการผลิต การตลาด การดำเนินธุรกิจ และทรัพย์สินทางปัญญา จัดทำข้อมูลของตลาดเป้าหมาย ตลอดจนสนับสนุนผู้ผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ไทยและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
 

TAGS: #ซีรีส์แนวตั้ง #พาณิชย์ #SoftPower #ซอฟต์พาวเวอร์ #คอนเทนต์ไทย