ชงรัฐบาลปลดล็อกห้ามส่งออกน้ำมันหลังเหตุการณ์คลี่คลาย ไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอและไม่เผชิญภาวะขาดแคลน หวั่นสร้างต้นทุนต่อเศรษฐกิจ กระทบอุตสาหกรรมโรงกลั่นฯและการส่งออก
เมื่อรัฐบาลอาศัยกฎหมายว่าด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ห้ามผู้ค้าน้ำมันส่งออกน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชนิด Jet A-1 และก๊าซปิโตรเลียมเหลว ออกจากราชอาณาจักร นั้น ต้องยอมรับว่าเป็นมาตรการป้องกันมิให้ประเทศไทยเกิดการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเป็นสินค้ายุทธปัจจัยที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์วิกฤติมาก ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา/อิสราเอลกับอิหร่านตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ต่อเนื่องมาจนช่วงต้นเดือนมีนาคมทำให้เส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นลง โดยไม่อาจคาดเดาได้จริงๆในขณะนั้นว่าช่องแคบฮอร์มุซอันเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์พลังงานโลกที่มีน้ำมันขนผ่านออกไปสูงถึงราวหนึ่งในห้าของการใช้น้ำมันโลกจะกลับมาเปิดได้เมื่อใด และเมื่อเส้นทางลำเลียงน้ำมันดังกล่าวปิดลง ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันในเอเชียรวมทั้งไทยด้วยย่อมจะได้รับผลกระทบโดยตรง
รัฐบาลจึงมีเหตุผลที่ใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อ“กันน้ำมันไว้สำรองใช้ในประเทศ” มากกว่าปล่อยให้โรงกลั่นส่งออกไปขายต่างประเทศตามกลไกตลาดปกติ ความกังวลอีกด้าน ณ เวลานั้นก็คือ หากไทยไม่สามารถนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางได้เป็นวลานาน โรงกลั่นในประเทศจะขาดวัตถุดิบทำให้กลั่นน้ำมันสำเร็จรูปออกมาลดลง
ขณะที่ประชาชนจะวิตกกลัวขาดแคลนน้ำมัน จนอาจเกิดสภาวะการต่อคิวแย่งซื้อหน้าสถานีบริการน้ำมันดังที่เราเห็นในช่วงแรกของวิกฤติ นอกจากนี้ นโยบายในช่วงเริ่มต้นถึงกลางเดือนมีนาคมที่ตรึงราคาดีเซลในประเทศไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรก็กลายเป็นเหตุให้เกิดการกักตุนและเก็งกำไรของคนบางกลุ่ม เพราะราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเพื่อนบ้านล้วนปรับสูงขึ้นตามตลาดโลก ขณะที่ราคาในไทยกลับถูกกดตรึงไว้ให้ต่ำกว่าความเป็นจริง
ทว่า มาตรการที่อาจเหมาะสมในภาวะฉุกเฉินไม่จำเป็นจะต้องเหมาะสมตลอดไป จุดอ่อนของคำสั่งฯห้ามส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปฉบับนี้คือเป็นคำสั่งที่ไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด ทั้งๆที่สถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกเปลี่ยนไปแล้วภายหลังมีข้อตกลงหยุดยิงและช่องแคบฮอร์มุซเริ่มเปิดกลับมาเปิดให้เรือขนส่งน้ำมันดิบแล่นผ่านได้มากขึ้น ราคาน้ำมันเริ่มอ่อนตัวแม้จะยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอยู่บ้าง แต่ตลาดไม่ได้อยู่ในภาวะตื่นตระหนกเหมือนเมื่อเดือนมีนาคมอีกต่อไป
รายงานล่าสุดระบุว่าปริมาณน้ำมันที่ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ
กลับมาใกล้ระดับปกติและราคาน้ำมันดิบโลกปรับลดลงจากระดับสูงสุดในช่วงสงครามมาอยู่ใกล้ระดับก่อนวิกฤติ หลักฐานเชิงประจักษ์ที่สำคัญคือ ตลอดกว่า 130 วันที่ผ่านมาภายในประเทศไทยไม่ได้เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันจริงในเชิงกายภาพ โรงกลั่นไทยยังสามารถจัดหาน้ำมันดิบเข้ามากลั่นได้จากแหล่งอื่นๆ ทดแทนแหล่งจากตะวันออกกลาง ประเทศไทยยังคงมีปริมาณสำรองน้ำมันคิดเป็นจำนวนวันในระดับสูงเกิน 90 วันในหลายช่วงเวลาซึ่งเกินกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงไปมาก
ปัญหาที่ประชาชนเผชิญมากที่สุดไม่ใช่ “ไม่มีน้ำมันใช้” แต่คือ “ราคาน้ำมันแพง”และ“ความไม่มั่นใจ”ในช่วงแรกของวิกฤติ ความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะถ้าปัญหาคือราคาและความตื่นตระหนก มาตรการที่เหมาะสมควรเป็นการดูแลราคาอย่างมีเป้าหมาย การสื่อสารข้อมูลสต็อกปริมาณสำรองน้ำมันในคลังอย่างโปร่งใส และการป้องกันมิให้เกิดการกักตุนน้ำมันสำเร็จรูปที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจโดยเฉพาะคือดีเซลและเบนซินไม่ใช่การห้ามส่งออกต่อเนื่องไปเรื่อยๆโดยไม่มีกรอบเวลา
ข้อมูลชี้ว่าในภาวะปกติไทยไม่ได้ส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันเพราะมีน้ำมันเหลือเฟืออย่างไร้เหตุผล แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารสมดุลระบบโรงกลั่น โรงกลั่นน้ำมันไม่สามารถเลือกผลิตเฉพาะน้ำมันชนิดใดชนิดหนึ่งได้ กล่าวคือเมื่อกลั่นน้ำมันดิบหนึ่งชุด (Lot) จะได้ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปหลายชนิดออกพร้อมกันด้วย ได้แก่ LPG แนฟทา เบนซิน น้ำมันอากาศยาน ดีเซล น้ำมันเตาและยางมะตอย แต่ความต้องการใช้ในประเทศของน้ำมันสำเร็จรูปแต่ละชนิดมีปริมาณที่ไม่สอดคล้องกับที่โรงกลั่นผลิตได้เสมอไป บางช่วงโรงกลั่นอาจผลิตดีเซลมากกว่าความต้องการในประเทศ บางช่วงอาจมีน้ำมันเตา เบนซิน หรือ Jet fuel เกินความต้องการ
อีกทั้งถังเก็บผลิตภัณฑ์ที่แต่ละโรงกลั่นมีอยู่ก็มีจำนวนถังและความจุที่จำกัด ไม่สามารถเก็บน้ำมันไว้ในคลังรอการขายไปได้นานๆ เพราะมีน้ำมันดิบทยอยนำเข้ามากลั่นใหม่ตลอดเวลา ถ้าถังเต็มเพราะระบายออกสู่ตลาดไม่ได้ ก็ต้องลดหรือหยุดการสั่งซื้อน้ำมันดิบเข้ามากลั่น การส่งออกจึงทำหน้าที่เสมือนเป็น “วาล์วระบาย” ที่ทำให้โรงกลั่นเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ(economy of scale) และมีเสถียรภาพ
จากข้อมูลย้อนหลังของกรมธุรกิจพลังงานพบว่า ก่อนสงครามไทยส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปในระดับสูงและสม่ำเสมอ โดยปริมาณส่งออกรวมของผลิตภัณฑ์น้ำมันอยู่ในช่วงประมาณ 26–34 ล้านลิตรต่อวันในหลายช่วงของสถิติย้อนหลัง และในปี 2568 ไทยส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป 12,616 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่า 242,395 ล้านบาท จัดเป็นสินค้าส่งออกอันดับที่ 12 ของประเทศ
สะท้อนให้เห็นว่าการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างอุตสาหกรรมหลักและเศรษฐกิจการส่งออกของ
หลังมีคำสั่งห้ามส่งออก ปริมาณส่งออกน้ำมันปีนี้ลดลงอย่างชัดเจน โดยข้อมูลเดือนมีนาคมและเมษายน 2569 ชี้ว่าปริมาณส่งออกรวมลดลงเหลือประมาณ 11 และ 9 ล้านลิตรต่อวันตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าระดับปกติมาก (ส่วนใหญ่ส่งออกไปลาวและเมียนมา) มูลค่าส่งออกตั้งแต่มกราคม–เมษายน 2569 อยู่ที่ 89,309 ล้านบาท (เทียบกับทั้งปี 2568 ที่ 242,395 ล้านบาท)
แม้ตัวเลขสี่เดือนแรกปีนี้ยังไม่ควรนำไปเทียบของปีก่อนหน้าทั้งปี แต่ทิศทางที่เห็นชัดคือ การห้ามส่งออกจะทำให้รายได้การส่งสินค้าออกของประเทศหายไปจำนวนมาก และหากปล่อยให้ลากยาวทั้งปี ย่อมจะกระทบตัวเลขการส่งออก ดุลการค้ากับต่างประเทศ และมูลค่ารายได้ประชาชาติ (GDP) ของไทย กระทบต่อการจัดเก็บภาษีและความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมโรงกลั่นทั้งหกโรงของไทย