แพทย์ สจล. ฉลอง 10 ปี ก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ปรับใหญ่หลักสูตรแพทย์อินเตอร์ 6 ปี ดันวิสัยทัศน์ "Innovation for better life" บังคับนศ.แพทย์สร้างนวัตกรรมก่อนเรียนจบ 100%
คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จัดกิจกรรมสัมภาษณ์พิเศษเนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปี พร้อมประกาศแผนยุทธศาสตร์ก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ภายใต้วิสัยทัศน์ “Innovation for better life” (การสร้างสุขภาพที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน) เพื่อสร้าง “แพทย์นวัตกร” มุ่งยกระดับระบบสาธารณสุขไทย รองรับวิกฤตสุขภาพโลกและก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจ Wellness Economy อย่างยั่งยืน
ศ.นพ.สมชาย ธนวัฒนาเจริญ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ สจล. ได้เผยมุมมองต่อสถานการณ์ด้านสาธารณสุขในปัจจุบันว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค ‘Reactive Medicine’ หรือการวิ่งตามรักษาโรค ไปสู่ ‘การแพทย์เชิงป้องกันและการแพทย์แบบเฉพาะบุคคล’ (Public Health, Prevention & Personalized Medicine) โดยระบบสาธารณสุขไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ ได้แก่:
-
การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society): ที่มีประชากรอายุเกิน 60 ปี มากกว่า 20% ซึ่งเป้าหมายสำคัญคือการทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุมีช่วงเวลาที่มีสุขภาพดี (Health span) ใกล้เคียงกับอายุขัย (Life span) มากที่สุด ไม่ใช่มีชีวิตที่ยืนยาวแต่ต้องนอนติดเตียง
-
วิกฤตโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs Crisis): เช่น โรคเบาหวาน ความดัน และหัวใจ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
-
ปัญหาการรอคอยและการเดินทางของผู้ป่วย: การที่ผู้ป่วยต้องเสียเวลาทั้งวันในการเดินทางและรอคอยพบแพทย์ที่โรงพยาบาล
-
การพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศสูง: แม้ไทยจะเป็นศูนย์กลางการแพทย์ แต่ยังต้องนำเข้าเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง ซึ่งเป็นความเสี่ยงระยะยาว
ศ.นพ.สมชาย ระบุว่า เทคโนโลยีสุขภาพ เช่น AI tools, IoT และ Telemedicine จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการช่วยลดเวลาการรอคอยและการจัดการระบบ เพื่อให้แพทย์สามารถนำเวลาที่เหลือไปดูแลผู้ป่วยด้วยความใส่ใจและเข้าอกเข้าใจในมิติความเป็นมนุษย์ (Humanized Medicine) ได้มากขึ้น
“แพทย์นวัตกร” ความแตกต่างที่เป็นจุดแข็งของ คณะแพทย์ สจล. ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. เปิดเผยว่า สจล. มุ่งขับเคลื่อนสถาบันสู่การเป็น “The World Master of Innovation” โดยเน้นแนวคิด “From Lab to Life” หรือการผลักดันงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการมาใช้งานจริง ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ สจล. ในฐานะผู้บุกเบิกหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (นานาชาติ) แห่งแรกของไทย ได้นำจุดเด่นด้านเทคโนโลยีของสถาบันมาหล่อหลอมสร้างบัณฑิตแพทย์แนวใหม่
ความพิเศษที่เป็นภาคบังคับของที่นี่ คือ นักศึกษาแพทย์ทุกคนต้องทำวิจัยและสร้างนวัตกรรมก่อนจบการศึกษา ซึ่งแตกต่างจากคณะแพทย์ทั่วไปที่มักจัดเป็นวิชาเลือก โดยมุ่งเน้นให้นักศึกษานำ Pain point จากการฝึกคลินิกมาคิดค้นนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาได้จริง เช่น การพัฒนาด้าน Programming, การสร้างอุปกรณ์การแพทย์ และการประยุกต์ใช้ AI ในทางการแพทย์
ความสำเร็จตลอด 10 ปี และก้าวต่อไปในทศวรรษที่ 2 ในช่วงทศวรรษแรกที่ผ่านมา นักศึกษาแพทย์ สจล. ได้สร้างชื่อเสียงในเวทีประกวดงานวิจัยระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งทางสถาบันยังมีโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ซึ่งเป็นสถานที่หลักในการทำ Clinical Test หรือทดสอบนวัตกรรมและเครื่องมือแพทย์ต่างๆ ที่คิดค้นขึ้นเพื่อนำไปสู่การใช้งานจริง
สำหรับแผนงานในอนาคต คณะแพทย์ สจล. มุ่งเน้นการดำเนินงานผ่าน 3 โมเดลบูรณาการสำคัญ ได้แก่:
-
ความร่วมมือภายในสถาบัน (Internal Integration): ร่วมมือกับคณะต่างๆ เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ เพื่อร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ให้มีความสวยงาม น่าใช้งาน และทำงานร่วมกับคณะพยาบาลในการสร้างโมเดลชุมชนสุขภาพดี “Smart District” ที่คลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา
-
ความร่วมมือกับพันธมิตรภายนอกและนานาชาติ (External Alliance): ขยายเครือข่ายงานวิจัยร่วมกับสถาบันชั้นนำในประเทศ เช่น คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันในต่างประเทศ อาทิ Tokai University จากประเทศ ญี่ปุ่น รวมถึงสถาบันจากประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และยุโรป เพื่อแลกเปลี่ยนนักศึกษาและร่วมวิจัยระดับสากล
-
การปฏิรูปยกระดับหลักสูตร (Curriculum Modernization): ปรับปรุงหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตนานาชาติ (หลักสูตร 6 ปี) ให้ยืดหยุ่น ผสานองค์ความรู้ด้าน AI, Digital Health และนวัตกรรมขั้นสูงใน 5 สาขาวิชาเมกะเทรนด์โลก (การแพทย์เชิงป้องกัน, การแพทย์แม่นยำ, สุขภาพดิจิทัล และ MedTech Innovation) เพื่อปั้นแพทย์นวัตกรไทยสู่เวทีโลกอย่างแท้จริง