‘ศุภจี’มองส่งออกไตรมาสแรกฉลุย ทุเรียนไซส์เล็กโกยเงินเฉียด 1.5 แสนล้านบาท ด้านการค้าโลกยังวางใจไม่ได้ เร่งกระจายความเสี่ยงหาตลาดใหม่ทดแทนตะวันออกกลาง อุ้มค่าครองชีพผ่าน"ไทยช่วยไทย พลัส"
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดโครงการคนข่าวขายของ “ตลาดนัดนักข่าว ครั้งที่ 8” ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ยังคงขยายตัวได้ดีและถือเป็นสถิติที่น่าพอใจ โดยเฉพาะในหมวดสินค้าเกษตรที่กลับมาเติบโตอย่างโดดเด่น
ทั้งนี้สินค้าเกษตรมีการส่งออกขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่สร้างรายได้จากการส่งออกเกือบ 150,000 ล้านบาท โดยในช่วงต้นปี กระทรวงพาณิชย์มีความกังวลว่าปริมาณผลผลิตทุเรียนจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ขณะที่ผลผลิตส่วนใหญ่เป็นทุเรียนขนาดเล็ก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาและการระบายผลผลิต
ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการเชิงรุกตั้งแต่ต้นปี ทั้งการทำตลาดล่วงหน้า การประชาสัมพันธ์ทุเรียนไซซ์เล็ก การสนับสนุนการส่งออก รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์และการค้าชายแดน โดยเฉพาะด่านที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งผ่านประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการส่งออกทุเรียนไทยไปยังตลาดต่างประเทศ
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน เป็นไปในทิศทางที่ดี สะท้อนจากการส่งออกผลไม้ไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง และช่วยรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นางศุภจี กล่าวว่า สถานการณ์การค้าโลก แม้จะมีพัฒนาการเชิงบวกจากการเจรจาและข้อตกลงระหว่างประเทศในบางพื้นที่ของโลก แต่รัฐบาลยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากยังมีช่วงเวลาการดำเนินการตามเงื่อนไขของข้อตกลงต่าง ๆ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อีกทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีความไม่แน่นอน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการส่งออกของไทยได้ในอนาคต
ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงยังคงเดินหน้านโยบายกระจายความเสี่ยงทางการค้า โดยเร่งเปิดตลาดใหม่และขยายตลาดส่งออกเพิ่มเติม เพื่อสร้างความสมดุลทางการค้าและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
ในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวของไทยไปยังบางประเทศ โดยเฉพาะตลาดอิรัก ซึ่งไม่สามารถดำเนินการขนส่งได้ตามปกติ ทำให้ผู้ส่งออกต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งผ่านประเทศอื่น ส่งผลให้ปริมาณการค้าไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงเร่งหาตลาดใหม่เพิ่มเติม ทั้งในทวีปแอฟริกา ลาตินอเมริกา และตลาดศักยภาพอื่น ๆ เพื่อรักษาเป้าหมายการส่งออกตลอดทั้งปี
การเร่งขยายตลาดส่งออกเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลผลักดันการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) และพิธีสารทางการค้าต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้นำความตกลงและพิธีสารด้านการค้าจำนวน 5 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ประกอบด้วย 2 FTA คือ FTA ไทย-เอฟตา FTA ไทย-ภูฏาน และ 3 พิธีสาร ประกอบด้วย พิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กับสาธารณรัฐประชาชนจีน พิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Second Protocol to Amend the ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) และพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง
“ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดขึ้นในเศรษฐกิจโลก ไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ภาคการส่งออกยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์จากโอกาสทางการค้าอย่างเต็มที่” นางศุภจี กล่าว
ด้านสถานการณ์ราคาพลังงาน แม้จะเริ่มเห็นแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง แต่ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าผลดีดังกล่าวจะสะท้อนมายังต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน เนื่องจากสินค้าจำนวนหนึ่งยังคงมีต้นทุนจากช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ขณะที่ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคตะวันออกกลางในสัดส่วนประมาณร้อยละ 50 ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังคงเดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 และต่อยอดสู่โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในเดือนมิถุนายน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น
นางศุภจี กล่าวว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการ SMEs เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการที่ไม่เพียงช่วยดูแลค่าครองชีพประชาชน แต่ยังช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดและเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการไทยควบคู่กันไป
“แม้เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าใช้ทุกกลไกในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งการเปิดตลาดใหม่ การผลักดัน FTA การดูแลค่าครองชีพ และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย เพื่อให้การส่งออกและเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง” นางศุภจี กล่าว