‘พาณิชย์’เปิดตัวเลขจดทะเบียนธุรกิจ 5 เดือนแรก ชี้กลุ่มค้าปลีกออนไลน์-ร้านอาหาร ขยายตัวเด่นสุด ขณะที่ทุนต่างชาติไหลเข้าไทยโตแรงกว่า 73% เฉียด 1.54 แสนล้านบาท
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึง สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนพฤษภาคม 2569 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,115 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนเมษายน 2569 (6,454 ราย) เพิ่มขึ้น 661 ราย คิดเป็น 10.24% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนพฤษภาคม 2568 (6,667 ราย) เพิ่มขึ้น 448 ราย คิดเป็น 6.72%
ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 14,629 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนเมษายน 2569 (22,765 ล้านบาท) ลดลง 8,136 ล้านบาท คิดเป็น 35.74% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนพฤษภาคม 2568 (18,965 ล้านบาท) ลดลง 4,336 ล้านบาท คิดเป็น 22.87%
โดยในช่วง 5 เดือนของปี 2569 (มกราคม-พฤษภาคม) ยอดจดทะเบียนสดสม 36,794 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (36,815 ราย) ลดลง 21 ราย คิดเป็น 0.06% มีทุนจดทะเบียนตั้งใหม่ 5 เดือน สะสมอยู่ที่ 95,970 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (131,027 ล้านบาท) ลดลง 35,057 ล้านบาท คิดเป็น 26.76%
เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) ได้แก่ 1) ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต จำนวน 1,055 ราย เพิ่มขึ้น 374 ราย คิดเป็น 54.92% (YoY) มูลค่าทุนจดทะเบียน 1,574 ล้านบาท
2) ธุรกิจกิจกรรมการบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น จำนวน 377 ราย เพิ่มขึ้น 209 ราย คิดเป็น 124.40% (YoY) มูลค่าทุนจดทะเบียน 346 ล้านบาท และ 3) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 1,744 ราย เพิ่มขึ้น 207 ราย คิดเป็น 13.47% (YoY) มูลค่าทุนจดทะเบียน 2,873 ล้านบาท
ด้านการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนพฤษภาคม 2569 มีจำนวน 1,047 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนเมษายน 2569 (981 ราย) เพิ่มขึ้น 66 ราย คิดเป็น 6.73% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนพฤษภาคม 2568 (855 ราย) เพิ่มขึ้น 192 ราย คิดเป็น 22.46%
ด้านทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 65,792 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนเมษายน 2569 (5,214 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 60,578 ล้านบาท คิดเป็น 1,162% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนพฤษภาคม 2568 (4,150 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 61,642 ล้านบาท คิดเป็น 1,485%
ทั้งนี้มีนิติบุคคล 2 ราย ที่มีทุนจดทะเบียนเลิกเกิน 1,000 ล้านบาท รวมมูลค่าทุนจดทะเบียนเลิกทั้งสิ้น 62,000 ล้านบาท ได้แก่คือ บริษัท สิริวนันต์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 50,000 ล้านบาท ลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และบริษัท เซ็นทรัลแอมบาสซีโฮเต็ล จำกัด มูลค่าทุนจดทะเบียน 12,000 ล้านบาท ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้บริการเครือข่ายบัตรเครดิต ให้บริการเครือข่ายอีดีซี ให้บริการสวิตซ์ชิ่งในการชำระเงินหลายระบบ ให้บริการหักบัญชี ให้บริการชำระดุล ให้บริการชำระเงินแทน ให้บริการงานอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ซื้อสินค้า
การจดทะเบียนเลิกช่วง 5 เดือนของปี 2569 (มกราคม-พฤษภาคม) มีจำนวน 5,264 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (4,776 ราย) เพิ่มขึ้น 488 ราย คิดเป็น 10.22% ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิก 5 เดือน สะสมอยู่ที่ 92,050 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (20,140 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 71,909 ล้านบาท คิดเป็น 357% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569) พบว่า มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,086,871 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.27 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 998,439 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.69 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 797,289 ราย คิดเป็น 79.85% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.70 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 199,638 ราย คิดเป็น 20% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,512 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.56 ล้านล้านบาท
สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 543,673 ราย ทุนจดทะเบียน 13.86 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 326,950 ราย ทุนจดทะเบียน 2.60 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 127,816 ราย
ทุนจดทะเบียน 7.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.45% 32.75% และ 12.80% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ
ด้านการลงทุนของชาวต่างชาติเดือนพฤษภาคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในไทย 90 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 23 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 67 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 24,226 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศจีน สิงคโปร์ และไต้หวัน ตามลำดับ
อย่างไรก็ตามช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-พฤษภาคม) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยจำนวน 528 ราย เพิ่มขึ้น 102 ราย คิดเป็น 24% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (426 ราย) โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 121 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 407 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 153,558 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64,615 ล้านบาท คิดเป็น 73% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (88,943 ล้านบาท)
ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 มีประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สหรัฐฯ 87 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,982 ล้านบาท 2) จีน 85 ราย คิดเป็น 16% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 30,023 ล้านบาท 3) สิงคโปร์ 74 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 36,529 ล้านบาท 4) ญี่ปุ่น 71 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 27,260 ล้านบาท และ 5) ฮ่องกง 48 ราย คิดเป็น 9% ของธุรกิจต่างชาติ ในไทย เงินลงทุน 9,295 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 163 ราย คิดเป็น 31% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 44,469 ล้านบาท
การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 มีจำนวน 161 ราย คิดเป็น 30% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 32 ราย คิดเป็น 25% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (129 ราย) มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 59,939 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 53 ราย ลงทุน 24,640 ล้านบาท ญี่ปุ่น 23 ราย ลงทุน 8,419 ล้านบาท สิงคโปร์ 20 ราย ลงทุน 9,940 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 65 ราย ลงทุน 16,940 ล้านบาท
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ตั้งแต่วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะยกระดับเดินหน้าเข้าสู่งานให้บริการแบบดิจิทัล โดยกำหนด 2 งานบริการในรูปแบบดิจิทัล 100% เพื่อให้ผู้ใช้บริการทั้งที่เป็นภาคธุรกิจ ประชาชน และหน่วยงานภาครัฐ สามารถปรับตัวเข้าสู่การใช้บริการในระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมฯ ได้แก่การให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ห้างหุ้นส่วนและบริษัท และ ยุติการให้บริการข้อมูลนิติบุคคลรูปแบบกระดาษ สำหรับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ