เมื่อไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย ขณะที่ความต้องการ “ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ” เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สภาพัฒน์ชี้ ไม่ใช่แค่เรื่องบ้านพัก แต่กำลังกระทบเศรษฐกิจ ครอบครัว และคุณภาพชีวิตของคนวัยทำงาน
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ “สภาพัฒน์” เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ระบุว่า “ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ” กำลังกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของประเทศไทย ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ทั้งในมิติสุขภาพ รายได้หลังเกษียณ และภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลระยะยาว
แม้ภาครัฐจะผลักดันแนวคิด “Aging in Place” หรือการสูงวัยในถิ่นที่อยู่เดิมมาอย่างต่อเนื่อง แต่โครงสร้างครอบครัวไทยที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการมีบุตรน้อยลง และภาระการทำงานของคนวัยแรงงาน ทำให้การดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงหน้าที่ของครอบครัวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น
ธุรกิจบ้านพักผู้สูงวัยโตตาม “Silver Economy”
ผลสำรวจของ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า แม้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังต้องการอาศัยอยู่ในบ้านเดิมหลังเกษียณ แต่แนวโน้มทางสังคมที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ความต้องการ “ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ” เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้าน ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยข้อมูลปี 2568 ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ 96 แห่ง รองรับได้เกือบ 16,000 คน และหลายโครงการมีความต้องการเข้าพักสูง
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า “Silver Economy” หรือเศรษฐกิจผู้สูงวัย กำลังกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ ทั้งธุรกิจบ้านพักผู้สูงวัย บริการดูแลสุขภาพ บริการรับส่งผู้สูงอายุ ไปจนถึงเทคโนโลยีด้านการดูแลสุขภาพ ที่เริ่มได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ ตัวอย่างเช่น บ้านบางแค ที่มีผู้สูงอายุรอคิวเข้าพักมากกว่า 6,000 คน แต่รองรับได้เพียง 250 คน สะท้อนถึงช่องว่างระหว่างความต้องการและศักยภาพของระบบรองรับ
ครอบครัวไทยแบกรับต้นทุนดูแลผู้สูงอายุเพิ่ม
สภาพัฒน์ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยในอัตราเร่ง ขณะที่หลายครอบครัวยังไม่มีความพร้อมในการรับภาระระยะยาว ทั้งจากค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ส่งผลให้คนวัยทำงานจำนวนมากต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าผู้ดูแล ค่าเดินทาง และค่าที่อยู่อาศัย ซึ่งอาจกระทบต่อกำลังซื้อ การออม และคุณภาพชีวิตของครัวเรือนในระยะยาว
ไม่ใช่แค่ “บ้านพัก” แต่คือคุณภาพชีวิต
รายงานยังสะท้อนว่า ความท้าทายของบ้านพักผู้สูงวัยไม่ได้อยู่ที่จำนวนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุด้วย
ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งอาจไม่สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ง่าย ขณะที่บางโครงการถูกออกแบบคล้ายสถานพยาบาลมากเกินไป จนทำให้ผู้พักอาศัยรู้สึกสูญเสียความเป็นอิสระ อีกทั้งการรวมกลุ่มผู้สูงอายุไว้เฉพาะช่วงวัยเดียว อาจนำไปสู่ปัญหาความโดดเดี่ยวในระยะยาว
หลายประเทศจึงเริ่มพัฒนาโมเดลการดูแลผู้สูงอายุรูปแบบใหม่ เช่น ประเทศฝรั่งเศสที่มีระบบครอบครัวอุปถัมภ์สำหรับผู้สูงอายุ ขณะที่ประเทศเนเธอร์แลนด์เปิดให้นักศึกษาเข้าพักร่วมกับผู้สูงวัยเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน ส่วนประเทศเยอรมนีพัฒนาพื้นที่อยู่อาศัยแบบหลายช่วงวัย เพื่อส่งเสริมการใช้ชีวิตร่วมกันของคนทุกวัย
สำหรับประเทศไทย มีการพัฒนา “ลำสนธิโมเดล” ในจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชนผ่านความร่วมมือหลายภาคส่วน รวมถึงการเข้ามามีบทบาทของวิสาหกิจเพื่อสังคม เช่น Joy Ride ที่ให้บริการรับส่งและดูแลผู้สูงอายุระหว่างเดินทาง และ เยือนเย็น ที่ดูแลผู้สูงอายุระยะท้ายที่บ้าน
สภาพัฒน์เสนอเพิ่มทางเลือกที่อยู่อาศัย-หนุนชุมชนดูแลผู้สูงวัย
สภาพัฒน์มองว่า การดูแลผู้สูงอายุในอนาคต ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสร้างบ้านพักผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น แต่ต้องทำให้ระบบดูแลเข้าถึงได้มากขึ้น และเชื่อมโยงกับชุมชนมากขึ้น
แนวทางสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในหลายรูปแบบ ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือการนำอาคารและพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งานมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์
รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ทั้งกิจกรรมระหว่างวัย การช่วยเหลือกันในละแวกบ้าน และการสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเดิมได้อย่างมีคุณภาพ
ทั้งนี้ สภาพัฒน์เตือนว่า ปัญหาสังคมสูงวัยอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของ “คนแก่” แต่กำลังส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ ครอบครัว และคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศในอนาคต