“ชัยวัฒน์” นำบางจากปักหมุดผู้นำเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน โชว์โรงงาน HEFA แห่งแรกในไทย กำลังผลิต 1 ล้านลิตรต่อวัน ใช้น้ำมันทอดใช้แล้วทั้งใน-นำเข้า หนุนวัตถุดิบทางเลือก หวังรัฐเร่งบังคับผสม 1-2% สร้างตลา
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้ารุกธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) อย่างจริงจัง เพื่อรองรับเทรนด์การลดคาร์บอนของอุตสาหกรรมการบินโลก พร้อมพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพครบวงจรในประเทศ
กลุ่มบริษัทบางจากเริ่มผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เชิงพาณิชย์ครั้งแรกในประเทศไทย จากหน่วยผลิต HEFA-SPK SAF (Hydroprocessed Esters and Fatty Acids Synthetic Paraffinic Kerosene )แบบ Stand Alone แห่งแรกของไทย โดยใช้เทคนิคเปลี่ยนน้ำมันปรุงอาหารให้เป็นน้ำมันเครื่องบิน รองรับการเติบโตของตลาดเชื้อเพลิงการบินคาร์บอนต่ำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
ทั้งนี้ได้เริ่มส่งออกไปยุโรปล็อตแรกให้แก่ผู้ซื้อระดับโลกเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 8ล้านลิตร โดยมีแผนส่งออกเพิ่มอีก 20 ล้านลิตร ใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า
สำหรับโครงการผลิตน้ำมัน SAF ใช้เงินลงทุนรวม 1 หมื่นล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนการลงทุน(IRR) อยู่ที่ 15% คาดว่าจะคืนทุนภายใน 6-7 ปี โดยโรงงานนี้มีกำลังการผลิต 1 ล้านลิตรต่อวัน ปีนี้ตั้งเป้าใช้กำลังการผลิตกว่า 80% สร้างยอดขายอยู่ที่ 9,000 -10,000 ล้านบาท และมีEBITDA อยู่ที่ 500- 1,000 ล้านบาท
ปัจจุบันการจัดหาวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิต SAF นั้นจะใช้น้ำมันปรุงอาหารหรือน้ำมันทอดที่ใช้แล้วในประเทศสัดส่วน 35-40% ที่เหลือเป็นการนำเข้าจากจีนเป็นส่วนใหญ่ เช่น น้ำมันจากหมาล่า ที่มีสัดส่วนน้ำมันสูงโดยต้องผ่านระบบ Pre-treatment เพื่อแยกน้ำออกจากน้ำมันหมาล่าอย่างเด็ดขาด ก่อนที่จะนำเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำมันไปเข้ากระบวนการกลั่น
นอจากนี้ บางจาก อยู่ระหว่างศึกษาการนำน้ำมันจากพืชน้ำมันมาใช้ อย่างน้ำมันปาล์มดิบแต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับของ EU เนื่องจากมองว่าการปลูกปาล์มเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่า ขณะที่มองการปลูกพืชหมุนเวียนชนิดอื่นๆ เช่น หยีน้ำ (Pongamia) โดยได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาการเพาะปลูก หยีน้ำในภาคอีสาน ที่มีพื้นที่แห้งแล้งหรือดินเค็ม รวมทั้งทดลองปลูกที่กระบี่ หากได้ผลดีจะมีการส่งเสริมการปลูกต่อไป
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า หากเทียบราคา SAF กับ น้ำมันอากาศยานยังมีราคาสูงกว่าเท่าตัว ถ้าราคาน้ำมันอากาศยานอยู่ที่ 30-35 บาทต่อลิตร น้ำมัน SAF จะอยู่ที่ 55-60 บาทต่อลิตร ในอนาคตมีความต้องการใช้ SAF เพิ่มมากขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบก็จะถูกลงได้
อย่างไรก็ตามอยากให้ภาครัฐเร่งกำหนดนโยบายบังคับผสม SAF (Blending Mandate) ในสัดส่วนเริ่มต้น เช่น 1-2% เพื่อสร้างดีมานด์ในตลาด รวมถึงสนับสนุนการเก็บรวบรวมวัตถุดิบในประเทศไม่ให้รั่วไหลออกนอกประเทศ และพัฒนากลไกคาร์บอนเครดิตเพื่อจูงใจสายการบิน