AWC เบรกโปรเจกต์ยักษ์ 100 ชั้น หันสร้างรายได้จากพอร์ตเดิม

AWC เบรกโปรเจกต์ยักษ์ 100 ชั้น หันสร้างรายได้จากพอร์ตเดิม
AWC ปรับแผนลงทุนครั้งใหญ่ รับความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก ชะลอโครงการอาคารสูง 100 ชั้นในเอเชียทีค แต่ยังเดินหน้าลงทุน 8,000 ล้านบาทในปี 2569 มุ่งพัฒนาโรงแรมหรู แลนด์มาร์กท่องเที่ยว และต่อยอดสินทรัพย์เดิม

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ Asset World Corp (AWC) ประกาศปรับกลยุทธ์การลงทุนครั้งสำคัญ เพื่อรับมือภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนและความผันผวนสูง โดยย้ำว่าจะเดินหน้าลงทุนแบบ “ระมัดระวังและเลือกจังหวะที่เหมาะสม” มากขึ้น พร้อมชะลอโครงการขนาดใหญ่บางส่วน โดยเฉพาะโครงการอาคารสูง 100 ชั้นในพื้นที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ เพื่อรอดูความพร้อมของตลาดและต้นทุนการลงทุน

แม้ปรับแผนลงทุน แต่บริษัทยังคงกรอบงบลงทุนระยะ 5 ปีไว้ที่ราว 100,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 10,000–20,000 ล้านบาท โดยในแต่ละปีจะปรับตามโอกาสการลงทุนและภาวะตลาด ขณะที่งบลงทุนปี 2569 กำหนดไว้ที่ 8,000 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาโครงการใหม่ ปรับปรุงสินทรัพย์เดิม และต่อยอดรายได้จากทรัพย์สินที่มีอยู่

ชูกลยุทธ์ “AWC Growth Fund” ลดต้นทุนระหว่างพัฒนา

AWC เดินหน้ากลยุทธ์ “AWC Growth Fund” เพื่อบริหารโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนา โดยจะรับรู้ต้นทุนในรูปแบบกองทุนพัฒนา และโอนกลับเข้าสู่บริษัทเมื่อโครงการเปิดดำเนินงานและสร้างรายได้แล้ว เพื่อลดภาระต้นทุนระหว่างก่อสร้าง ปัจจุบันมีโครงการหลักในระบบ ได้แก่ Asiatique The Riverfront, พลาซ่า แอทธินี นิวยอร์ก, โรงแรมโอกุระ ทองหล่อ และอีกหนึ่งโครงการที่เตรียมเพิ่มเข้าพอร์ต

เดินหน้าลงทุนโรงแรม-ท่องเที่ยวหรูต่อเนื่อง

ในปี 2569 บริษัทเดินหน้าพัฒนาโครงการโรงแรมระดับลักชัวรีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ

  • The Plaza Athénée Nobu Hotel & Spa Bangkok ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนา และเตรียมเปิดปลายปี 2570
  • โครงการแบรนด์ Ritz-Carlton ที่มีแผนเปิด 3 ทำเลสำคัญ ได้แก่ ภูเก็ต พัทยา และริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณล้ง 1919

ขณะเดียวกัน บริษัทยังเน้นกลยุทธ์ซื้อสินทรัพย์เก่ามาปรับปรุงเพิ่มมูลค่า (Asset Enhancement) เช่น โครงการ Courtyard ที่ภูเก็ต ซึ่งใช้งบปรับปรุงเพิ่มเพียง 36% แต่สามารถเพิ่มราคาห้องพักได้ถึง 421% และดึงกลุ่มลูกค้าคุณภาพสูงขึ้น

ปั้นแลนด์มาร์กใหม่ “เอเชียทีค” ดึงโดมระดับโลกจากญี่ปุ่น

โครงการสำคัญที่ถูกจับตามองคือการพัฒนา Asiatique The Riverfront ให้เป็น Destination ระดับโลก โดย AWC เตรียมนำ “Blue Ocean Dome” โครงสร้างสถาปัตยกรรมจากงาน World Expo 2025 ที่นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง Shigeru Ban เข้ามาติดตั้งในไทย

โดมดังกล่าวจะถูกนำมาติดตั้งในพื้นที่ประมาณ 1,600 ตร.ม. ทั้งขนาด L และ M ใกล้โซน Jurassic World: The Experience และโครงการพัฒนาอาคาร 100 ชั้นในอนาคต โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการภายในไตรมาส 3 ปีนี้ แม้เดิมกำหนดเปิดปลายปี 2569

AWC วางให้พื้นที่ดังกล่าวเป็น “Lifestyle Destination” เชื่อมประสบการณ์ท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาแบบครบวงจร และต่อยอดเอเชียทีคเฟส 2.2 ทั้งโซนอาหาร เครื่องดื่ม และ Family Experience รวมถึงขยายธีมสวนสนุกขนาดย่อมในรูปแบบเชิงประสบการณ์

ชะลออาคาร 100 ชั้น-โฟกัสสร้างรายได้จากสินทรัพย์เดิม

บริษัทชี้ว่าโครงการอาคารสูง 100 ชั้นในเอเชียทีคยังคงอยู่ในแผนระยะยาว แต่จะ “ไม่เร่งลงทุน” และชะลอออกไปก่อน เนื่องจากต้องการรอภาวะตลาดที่เหมาะสมมากขึ้น พร้อมเปลี่ยนโฟกัสไปที่การเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์เดิมแทน

ปัจจุบัน AWC มีโครงการรวม 58 โครงการ โดยมองว่าประมาณ 27 โครงการมีศักยภาพในการปรับกลยุทธ์เพื่อดึงกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงเข้ามาเพิ่มเติม

เดินหน้า “Lifestyle Office” สู้ตลาดอาคารสำนักงาน

ในธุรกิจอาคารสำนักงาน AWC ปรับกลยุทธ์เป็น “Lifestyle Office” เพื่อตอบโจทย์การแข่งขันที่สูงขึ้น โดยเชื่อมสิทธิประโยชน์กับพอร์ตโรงแรมในเครือ เช่น การใช้ Business Center ในโรงแรม ส่วนลด และบริการพิเศษต่าง ๆ เพื่อดึงดูดบริษัทข้ามชาติและพนักงานรุ่นใหม่

ท่องเที่ยวชะลอระยะสั้น แต่คาดฟื้นปลายปี

บริษัทประเมินว่าไตรมาส 2–3 ปี 2569 การท่องเที่ยวจะชะลอตัวตามฤดูกาล Low Season แต่ยังเห็นนักท่องเที่ยวไทยเดินทางในประเทศมากขึ้น ขณะที่คาดว่าธุรกิจจะกลับมาคึกคักในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วง High Season และมีอีเวนต์ระดับโลกในไทย

คุมต้นทุน-ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ

ด้านต้นทุน AWC ใช้แนวทางเพิ่มสต็อกสินค้าเพื่อล็อกต้นทุนดอกเบี้ยที่ยังอยู่ระดับต่ำราว 2.5% และศึกษาการตั้งศูนย์จัดซื้อร่วมกับเครือโรงแรม Marriott International พร้อมนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และบริหารจัดซื้อ

ด้านพลังงาน บริษัทสามารถลดค่าไฟได้มากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี จากค่าใช้จ่ายรวมกว่า 1,000 ล้านบาท โดยลดการใช้พลังงานจาก 220 เหลือ 190–195 กิโลวัตต์ต่อตร.ม.ต่อปี และตั้งเป้าลดเหลือ 168 กิโลวัตต์ เพื่อมุ่งสู่ Carbon Neutrality

ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 โตต่อเนื่อง

AWC รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ดังนี้

  • รายได้รวม 6,776 ล้านบาท (+9.5% YoY)
  • กำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท (+0.9% YoY)
  • กำไรจากการดำเนินงาน 3,531 ล้านบาท (+3.3% YoY)

ธุรกิจโรงแรมและบริการเติบโต 12% จากดีมานด์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักสูงสุดที่ 5,230 บาทต่อคืน และได้รับแรงหนุนจากการรับรู้รายได้ทรัพย์สินใหม่

โครงสร้างรายได้แบ่งเป็น

  • ธุรกิจโรงแรม 60%
  • ธุรกิจคอมเมอร์เชียล 40%

ฐานะการเงินแข็งแกร่ง

บริษัทมีมูลค่าทรัพย์สินรวม 221,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% YoY และมีอัตราหนี้สินต่อทุนที่มีภาระดอกเบี้ยเพียง 0.87 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินและความพร้อมสำหรับการเติบโตระยะยาว

มองปี 2569 โตต่อเนื่อง

AWC ยังคงคาดว่าผลประกอบการปี 2569 จะเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน โดยแรงหนุนหลักมาจากการท่องเที่ยวไทยที่ฟื้นตัว การเติบโตของโรงแรมระดับลักชัวรี การเชื่อมโยงธุรกิจไลฟ์สไตล์ เช่น ร้านอาหาร ความบันเทิง และอาคารสำนักงาน รวมถึงการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัทระบุว่าแม้จะต้องชะลอการลงทุนบางโครงการ แต่ยังคงเดินหน้าสร้าง “จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก” ผ่านการพัฒนาโครงการเชิงไลฟ์สไตล์อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

TAGS: #AWC #แอสเสทเวิรด์คอร์ป #โรงแรม #ท่องเที่ยว #เอเชียทีค