ดร.ยศชนัน เผยบทเรียน 10 ปี INT มหิดล ตัวเชื่อมงานวิจัยสู่ธุรกิจ พร้อมชี้ทางประเทศไทยสู่รายได้สูงอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรมและ Deep Tech
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล เผยทิศทางการพัฒนานวัตกรรมไทยในโอกาสครบรอบ 10 ปีของสถาบัน INT พร้อมชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการยกระดับประเทศไทยจาก “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” สู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” เพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
INT ถูกวางบทบาทให้เป็น “ตัวเชื่อม” หรือ Connector ของระบบนิเวศนวัตกรรมไทย ผ่านยุทธศาสตร์ L.I.F.T Strategy ที่เชื่อมโยง 4 มิติสำคัญ ได้แก่
- Local Link: การเชื่อมโยงเครือข่ายภายในประเทศ
- International Link: การขยายเครือข่ายสู่ต่างประเทศและศูนย์บ่มเพาะระดับโลก
- Future Link: การเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต
- Technological Enabler: การสร้าง ecosystem และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม
อ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ระบุว่าความท้าทายหลักของระบบวิจัยไทยไม่ใช่ศักยภาพของบุคลากร แต่เป็น “กลไกเชื่อมโยง” ที่ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้งานวิจัยไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์จริงได้ ดังนั้น INT จึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ยืดหยุ่น เปรียบเสมือน “น้ำ” ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนและผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ทั้งเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ โดยมีกลไก ‘Speed Dating’ จับคู่นวัตกรรมกับความต้องการของธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ อ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยสามารถต่อยอดผลงานสู่มูลค่าเชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับประเทศไทยให้มีเทคโนโลยีของตนเอง ลดการพึ่งพาต่างชาติ และก้าวสู่เทคโนโลยีระดับสูง
สำหรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) อ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เตือนว่าควรเลิกมุ่งเน้น Quick Win และสร้างกลไกสนับสนุนแบบใหม่ เช่น Holding Company เพื่อเชื่อมทุนจากงานวิจัยระยะแรกสู่การลงทุนโดย Venture Capital อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน อ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เห็นว่าประเทศไทยควรใช้ Wellness Economy เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนโลก ด้วยการต่อยอดความแข็งแกร่งด้านการแพทย์ สมุนไพร และความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็น Flagship ของอุตสาหกรรม
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ คือการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยไทยสู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจนวัตกรรม” ที่สร้างรายได้จากผลงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา แทนการพึ่งพาค่าเทอม โดยมหาวิทยาลัยจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่นและลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าร่วมสร้างนวัตกรรมภายใต้แนวคิด “มหาวิทยาลัยไร้รั้ว”
อ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวปิดท้ายว่า “นวัตกรรมคือโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยให้ประเทศไทยมีรายได้สูงอย่างยั่งยืน และสามารถสร้างความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของประเทศได้อย่างแท้จริง”