สตาร์บัคส์ เดินหน้าขยายสาขาจาก 574 แห่งสู่เป้า 600 แห่งภายในต้นปี 70 พร้อมเปิดตัวเมนูทุเรียนแฟรปปูชิโน่ และคอลแลบ POP MART ขณะเดียวกันตรึงราคากาแฟหลักไว้ แม้ต้นทุนเมล็ดกาแฟและมัทฉะพุ่ง
สตาร์บัคส์ ประเทศไทย เปิดเผยทิศทางธุรกิจประจำปี 2569 ภายใต้การนำของเนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ โดยปีนี้เป็นปีที่ 28 ของแบรนด์ในประเทศไทย ตลาดกาแฟไทยปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณ 65,000 ล้านบาท
ปัจจุบันสตาร์บัคส์มีสาขาทั้งหมด 574 แห่ง นับจากสิ้นเดือนมิถุนายน โดย 65% อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาใหม่ให้ครบ 600 สาขาภายในต้นปี 2570 โดยเน้นกระจายไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง เนื่องจากยังมีกว่า 25 จังหวัดที่ยังไม่มีสาขาสตาร์บัคส์
รูปแบบร้านที่ขยายเพิ่มขึ้น ได้แก่ ร้าน Drive-Thru ซึ่งปัจจุบันมี 93 สาขา ร้านที่มีห้องประชุมสำหรับรองรับการทำงานนอกสถานที่ และร้านที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง เช่น สาขาตลาดพลู บีดี ซึ่งมีพื้นที่ให้สัตว์เลี้ยงวิ่งเล่นได้
นอกจากนี้ทางสตาร์บัคส์เปิดตัวเมนู "ทุเรียน แฟรปปูชิโน่" ผสมครีมโฟมกะทิอัญชัน และเมนูชาไทยที่มีตัวเลือกใส่พุดดิ้ง ต่อยอดจากเมนูน้ำตาลโตนดที่เคยได้รับความนิยม
ด้านเทคโนโลยีเครื่องดื่ม บริษัทเปิดตัวเทคนิค Aeration หรือการเติมอากาศเข้ากับช็อตเอสเพรสโซ ภายใต้ชื่อ Starbucks Aerocano ทำให้ได้เนื้อโฟมกาแฟที่หนานุ่มขึ้น พร้อมรสชาติพิเศษ Yuzu
นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับ POP MART นำคาแรกเตอร์ MOLLY มาผลิตเป็นแก้วและสินค้าลิมิเต็ด เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักสะสม
สำหรับกลุ่มเมนูราคาย่อมเยา บริษัทเปิดตัว Starbucks Es Yen และ Iced Shaken Chocolate ราคาเริ่มต้น 95 บาท ซึ่งพัฒนาสูตรขึ้นใหม่ ไม่ใช่การลดราคาจากเมนูเดิม
ในส่วนของต้นทุนผงมัทฉะเพิ่มขึ้น 50-60% จากภาวะขาดแคลนในตลาดโลก ส่งผลให้บริษัทปรับราคาเครื่องดื่มมัทฉะขึ้นเฉลี่ย 5 บาทต่อแก้วเมื่อสองเดือนก่อน ส่วนต้นทุนเมล็ดกาแฟเพิ่มขึ้น 20-30% แต่บริษัทยังไม่มีแผนปรับราคาเครื่องดื่มกาแฟหลักจนถึงสิ้นปี 2569 โดยเน้นบริหารต้นทุนภายในและเพิ่มประสิทธิภาพการนำเข้าแทน
Starbucks Rewards มีสมาชิกในไทยแล้ว 1.9 ล้านบัญชี สาขากว่า 90% เปลี่ยนเป็นร้านไร้เงินสด บริษัทยังพัฒนาฟีเจอร์ Mobile Order & Pay การจองห้องประชุมผ่าน Line OA และการส่งของขวัญผ่าน Line Gift Shop
ทางด้านการลดขยะ ลูกค้านำแก้วส่วนตัวมาใช้แล้วกว่า 36 ล้านครั้ง เมื่อรวมกับการใช้แก้ว For Here ในร้าน ช่วยลดการใช้แก้วใช้ครั้งเดียวทิ้งได้กว่า 41 ล้านใบ สาขาใหม่บางแห่งได้รับการรับรองมาตรฐานประหยัดพลังงานและน้ำร่วมกับ WWF และ SCS Global Services
ด้านชุมชน บริษัทสนับสนุนงบประมาณแก่เกษตรกรไทยรวมกว่า 25 ล้านบาท ผ่านมูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน (ITDF) โดยส่วนหนึ่งมาจากรายได้ร้าน Community Store เช่น สาขาหลังสวน ไอคอนสยาม และกาดฝรั่ง จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมีโครงการ Coffee Farm Exchange Program ความร่วมมือ 3 ปีกับผู้เชี่ยวชาญจากอินโดนีเซีย เพื่อถ่ายทอดเทคนิคการปลูกกาแฟที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านอาหาร บริษัทร่วมกับมูลนิธิ SOS ส่งต่ออาหารส่วนเกินที่มีคุณภาพไปแล้วกว่า 315,000 มื้อ พร้อมสนับสนุนงบประมาณรวม 10 ล้านบาท
นางเนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทผสานความเข้าใจผู้บริโภคไทยเข้ากับความแข็งแกร่งระดับโลก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจลูกค้า และลงทุนในด้านต่าง ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า