BTG เดินหน้าทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ผ่านกลยุทธ์ “Betagro 360°” ปรับโมเดลธุรกิจสู่ Food Solution เร่งขยายตลาดต่างประเทศ ใช้ AI และ Data เพิ่มประสิทธิภาพ
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ต้นทุนพลังงาน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ผ่านกลยุทธ์ “Betagro 360 องศา” เพื่อยกระดับจากผู้ผลิตอาหารครบวงจร ไปสู่ผู้ให้ “โซลูชันอาหาร” ที่เน้นคุณภาพ มูลค่าเพิ่มและการเติบโตอย่างยั่งยืน
เบทาโกรซึ่งก่อตั้งในปี 2510 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปี 2565 ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 33,000 คน และมีฐานธุรกิจใน 4 ประเทศอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว สิงคโปร์ และเมียนมา พร้อมส่งออกสินค้าไปมากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก สะท้อนการขยายตัวสู่ระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
“คน” เป็นศูนย์กลางการทรานส์ฟอร์ม
นางเยเนอเวียบ ศิริวรรณ ฟิเนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ กลุ่มงานทรัพยากรมนุษย์ ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านองค์กรภายใต้กลยุทธ์ “Betagro 360 องศา” ไม่ได้มุ่งลดจำนวนพนักงาน แต่เน้นยกระดับศักยภาพคนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
แนวทางสำคัญประกอบด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ การกำหนดตัวชี้วัดแบบ SMART และการพัฒนาทักษะที่จำเป็น เช่น ดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล และภาวะผู้นำ ควบคู่กับการสร้าง Talent Pipeline ผ่านโครงการ NextGen และการทำงานข้ามสายงาน (Gig Work)
ปัจจุบันโครงสร้าง workforce ของเบทาโกรสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ โดยพนักงาน Gen Y และ Gen Z มีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 80% กลายเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนองค์กร
ใช้ AI เสริมศักยภาพ ไม่แทนที่คน
อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการนำ AI และ Data มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยเบทาโกรพัฒนาเครื่องมือภายใน เช่น Chatbot “HIRO”, ระบบ SAP และ Beni AI เพื่อช่วยจัดการข้อมูลและลดภาระงานซ้ำซ้อน
บทบาทของ AI ถูกวางให้เป็น “ผู้ช่วย” ที่ทำให้พนักงานสามารถโฟกัสงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น ไม่ใช่การทดแทนแรงงาน แนวทางดังกล่าวสอดรับกับเทรนด์องค์กรยุคใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่ม Productivity ท่ามกลางต้นทุนที่สูงขึ้น
ปรับโครงสร้างธุรกิจรองรับการเติบโต
ในเชิงโครงสร้าง เบทาโกรแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 แกนหลัก ได้แก่
1. ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและธุรกิจใหม่
2. ธุรกิจอาหารในประเทศไทย
3. ธุรกิจต่างประเทศ
พร้อมขับเคลื่อนผ่าน 6 แพลตฟอร์มการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ Growth, Cost, Digital, People, Sustainability และ Ventures
การปรับโครงสร้างนี้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านสินค้าแบรนด์และอาหารพร้อมทาน ซึ่งมีมาร์จิ้นสูงกว่า และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่
เร่งขยายต่างประเทศ สร้างเครื่องยนต์ใหม่
ควบคู่กับการปรับองค์กร เบทาโกรเร่งขยายธุรกิจต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 รายได้จากการส่งออกเติบโต 7.7% จากความต้องการในตลาดยุโรป และการเปิดตลาดใหม่ เช่น โรมาเนีย เบนิน และแคนาดา
บริษัทมีฐานธุรกิจใน 4 ประเทศอาเซียน และได้จัดตั้งบริษัทย่อยเพิ่มเติมในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และกัมพูชา เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว รวมถึงการใช้กลยุทธ์ร่วมทุน (JV) และการเข้าซื้อกิจการในตลาดเป้าหมาย
สร้างองค์กรยืดหยุ่น รองรับอนาคต
นอกจากการพัฒนาทักษะและเทคโนโลยี เบทาโกรยังมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ผ่านแนวคิด Happy Workplace และการส่งเสริมการเรียนรู้ต่อเนื่อง
องค์กรยังให้ความสำคัญกับความหลากหลายของช่วงวัย โดยมองว่าแต่ละเจเนอเรชันมีจุดแข็งที่แตกต่าง และสามารถเสริมกันเพื่อสร้างประสิทธิภาพโดยรวม
การขับเคลื่อน “คน + AI + โครงสร้างธุรกิจใหม่” ของเบทาโกร สะท้อนการปรับตัวขององค์กรไทยในยุคเศรษฐกิจผันผวน ที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ ควบคุมต้นทุน และสร้างการเติบโตใหม่ไปพร้อมกัน