บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทุ่ม 270 ล้านดอลลาร์ซื้อ Chevron Hong Kong ปักธงฮ่องกงเป็นฮับเทรดดิ้ง แม้ราคาน้ำมันขาลง ยังกำไรแกร่งกว่า 1 หมื่นล้านบาท คาดคืนทุน 6-7 ปี
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP) เปิดเผยว่า ภาพรวมปี 2568 แม้ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับราว 80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงปลายปี 2567 เหลือประมาณ 60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงปลายปี 2568 ส่งผลให้ยอดขายเชิงมูลค่าลดลงตามกลไกราคา แต่ในเชิงปริมาณการจำหน่ายยังเติบโตต่อเนื่อง
บริษัทสามารถรักษากำไรจากการดำเนินงานไว้ได้ในระดับกว่าหมื่นล้านบาท (ไม่รวมผลกระทบจาก Stock Loss ในปีก่อนราว 7,000 ล้านบาท) โดยโครงสร้าง EBITDA ปัจจุบันมาจากธุรกิจต้นน้ำ (E&P) ในประเทศนอร์เวย์ 43% ธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด (R&M) 40% และธุรกิจพลังงานหมุนเวียน 17% สะท้อนการกระจายพอร์ตที่สมดุลมากขึ้น
ซื้อหุ้น Chevron Hong Kong วางหมากฮ่องกงเป็น Logistic Hub
ความเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์สำคัญในปีนี้ คือการลงนามสัญญาซื้อหุ้น 100% ในบริษัท Chevron Hong Kong (CHK) มูลค่า 270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยคาดว่าจะปิดดีลและชำระเงินได้ราวกลางปีนี้ การลงทุนครอบคลุมธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง และคลังน้ำมันติดสนามบินฮ่องกง ซึ่งมีถังเก็บน้ำมันทรงกลม 3 ถัง รองรับการเติมน้ำมันเรือเดินสมุทร
ด้านกลยุทธ์แบรนด์ ในระยะแรกสถานีบริการน้ำมันจะยังคงใช้แบรนด์ Caltex พร้อมระบุข้อความ “Licensed by Bangchak” ก่อนจะทดลองเปลี่ยนสถานี 2 แห่งเป็นแบรนด์บางจากเต็มรูปแบบภายใน 2 ปี เพื่อประเมินผลตอบรับ และพิจารณาทิศทางในช่วง 5 ปีแรก ปัจจุบันสถานีบริการของ Chevron มีส่วนแบ่งตลาดในฮ่องกงราว 17%
นายชัยวัฒน์ระบุว่า ดีลดังกล่าวเป็นจิ๊กซอว์สำคัญรองรับแผนเพิ่มกำลังการกลั่นเต็มศักยภาพสู่ 275,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำมันใสส่วนเกิน การมีตลาดฮ่องกงรองรับจะช่วยบริหารผลตอบแทนได้ชัดเจน โดยตลาดฮ่องกงเป็นตลาดเสรีที่ไม่ควบคุมราคาค้าปลีก ปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณลิตรละ 120 บาท (คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 4 บาทต่อ 1 เหรียญฮ่องกง)
นอกจากนี้ ฮ่องกงยังเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ทั้งทางอากาศและทางเรือ สนับสนุนธุรกิจ Trading ของบางจากที่มีฐานในสิงคโปร์ โดยสามารถจัดหาน้ำมันจากไทย จีน เกาหลี หรือญี่ปุ่น เพื่อทำตลาดในฮ่องกงโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันเรือเดินสมุทร (Marine Oil และ Fuel Oil) ซึ่งปีที่ผ่านมา CHK มียอดขายสูงถึง 1,000 ล้านลิตร
กระแสเงินสดมั่นคง ลดเสี่ยงค่าเงิน–EV คืนทุนใน 6-7 ปี
ธุรกิจ CHK สร้างยอดขายราว 40,000 ล้านบาทต่อปี และมีกำไร/EBITDA เกือบ 2,000 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นธุรกิจที่กระแสเงินสดมั่นคง ไม่ผันผวนเท่าโรงกลั่น อีกทั้งเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกกับดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วยลดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เสมือนลงทุนในสกุลเงินแข็ง (Hard Currency)
ในมิติความเสี่ยงจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ฮ่องกงมีรถ EV ราว 900,000 คัน คิดเป็นสัดส่วนเพียง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ และยอดขายหน้าสถานีบริการยังมีสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบกับตลาดน้ำมันเรือเดินสมุทร บริษัทคาดว่าจะคืนทุนได้ภายใน 6-7 ปี
Synergy โรงกลั่น–รับเรือ VLCC ดันกำลังผลิตแตะ 280,000 บาร์เรล/วัน
ด้านประสิทธิภาพการผลิต บางจากสามารถสร้าง Synergy ระหว่างโรงกลั่นพระโขนงและศรีราชา สร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 7,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการรองรับเรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) ที่สามารถบรรทุกได้ราว 2 ล้านบาร์เรล เข้าเทียบท่าศรีราชาได้โดยตรง
พร้อมกันนี้ โรงกลั่นศรีราชาสามารถเดินเครื่องกลั่นได้ต่อเนื่องที่ระดับ 160,000 บาร์เรลต่อวัน นาน 3 เดือน ส่งผลให้กำลังการกลั่นรวมแตะ 280,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงค่าการกลั่นสูง อีกทั้งยังเปิดตัวผลิตภัณฑ์น้ำมันพรีเมียม “98 Plus” ค่าออกเทนสูง พร้อม Additive แบบ Triple Dose รองรับรถยนต์สมรรถนะสูง
รีไซเคิลเงินลงทุน ปั้น EBITDA 1 แสนล้าน ยอดขาย 1 ล้านล้านในปี 2573
บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ “รีไซเคิลเงินลงทุน” โดยขายสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า เช่น เหมืองลิเทียมในอาร์เจนตินา โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพในอินโดนีเซีย และเงินลงทุนในญี่ปุ่น (ผลตอบแทนราว 5-6%) เพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า อาทิ สหรัฐฯ และฮ่องกง ตั้งเป้า EBITDA แตะ 100,000 ล้านบาท และยอดขาย 1 ล้านล้านบาทภายในปี 2573
แจงกรณีผู้ถือหุ้น ไม่กระทบการบริหาร
กรณีที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ส่งสำนวนอายัดทรัพย์สินนายเบน สมิธ หนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัท นายชัยวัฒน์ระบุว่า อยู่ในกระบวนการศาล และไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารงาน เนื่องจากบริษัทบริหารโดยคณะกรรมการ 15 ท่าน และฝ่ายจัดการยังดำเนินงานตามแผนปกติ
“ในแง่การดำเนินงาน พนักงานและฝ่ายจัดการยังคงเดินหน้าทำงานเต็มที่ เพื่อส่งมอบผลประกอบการที่สะท้อนความเป็นบริษัทชั้นนำที่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภายนอก” นายชัยวัฒน์กล่าว