WHOและWOF เผยตัวภาวะโรคอ้วนของคนไทยสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 256,000 ล้านบาทต่อปี และอาจพุ่งแตะ 5.6 ล้านล้านบาทในอีก 34 ปีข้างหน้าแพทย์เตือน โรคอ้วนไม่ใช่แค่ปัญหารูปร่าง แต่คือจุดเริ่มต้นของโรค
องค์การอนามัยโลก (WHO) และ World Obesity Federation (WOF) ออกโรงเตือนประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตโรคอ้วน” ที่ทวีความรุนแรงและกำลังกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
รายงานระบุว่า ในปี 2562 ภาวะโรคอ้วนของคนไทยสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 256,370 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 1.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หรือเฉลี่ยกว่า 4,000 บาทต่อคนต่อปี และหากประเทศไทยไม่เร่งจัดการอย่างจริงจัง ภายในปี 2603 ความสูญเสียอาจพุ่งแตะ 180.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 5.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า และคิดเป็น 5.6% ของ GDP ในอนาคต
ขณะเดียวกัน สถานการณ์โรคอ้วนของคนไทยยังอยู่ในระดับน่ากังวล โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 42.4% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของ WOF ที่ระบุว่า ภายในปี 2568 จะมีประชากรโลกกว่า 800 ล้านคนเป็นโรคอ้วน และจะเพิ่มเป็นมากกว่า 1,000 ล้านคนในปี 2573
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคอ้วนไม่ใช่เพียงปัญหาด้านรูปลักษณ์ แต่เป็นภาวะทางการแพทย์ที่ซับซ้อน และเป็นต้นตอของโรคเรื้อรังร้ายแรงหลายชนิด เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชน และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ด้าน พญ.นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระบุว่า การจัดการน้ำหนัก (Weight Management) คือการดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล ไม่ใช่เพียงโปรแกรมลดน้ำหนัก และแม้แต่คนรูปร่างผอมก็สามารถเข้ารับการดูแลได้ เพื่อปรับสมดุลร่างกายอย่างยั่งยืน โดยต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถาวร ทั้งโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต
สำหรับผู้ที่มีค่า BMI ตั้งแต่ 27.5 ขึ้นไปในคนเอเชีย หรือ BMI ตั้งแต่ 25 ร่วมกับโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ การรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1 Receptor Agonist (GLP-1RA) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ปากกาลดน้ำหนัก” อาจเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ขณะที่ รศ.คลินิก นพ.ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์ แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหาร ตับ และการส่องกล้องขั้นสูง ชี้ว่า โรคอ้วนเป็น “ภัยเงียบ” ที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารโดยตรง เช่น โรคกรดไหลย้อน โรคไขมันพอกตับที่ไม่เกิดจากแอลกอฮอล์ นิ่วในถุงน้ำดี รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลายชนิด
สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและการใช้ยา การรักษาด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับการยอมรับ โดยไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลที่หน้าท้อง และสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15–20% ภายใน 1–2 ปี รวมถึงยังมีการผ่าตัดลดน้ำหนักในผู้ป่วยที่มี BMI สูงมาก ซึ่งต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดจากทีมแพทย์
ด้าน พญ.มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ เน้นย้ำว่า การควบคุมน้ำหนักที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการกินอย่างถาวร ไม่ควรมุ่งเพียงตัวเลขบนเครื่องชั่ง เพราะการจำกัดอาหารมากเกินไปอาจนำไปสู่การขาดสารอาหาร สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ได้
ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า วิกฤตโรคอ้วนไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับชาติ การสร้างความตระหนักรู้ การเข้าถึงการรักษาที่ถูกต้อง และการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน คือกุญแจสำคัญในการลดภาระโรค ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาว