คลังเผย GDP ไตรมาส 1/69 โต 2.8% สูงกว่าคาด จากแรงหนุนการลงทุนเอกชนโตสองหลักครั้งแรกในรอบ 11 ปี เตรียมเสนอ ครม. อัดมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” วงเงิน 2 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตค่าครองชีพ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนที่เติบโต 2.5% โดยมี “การลงทุน” เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทั้งการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนเอกชนที่ขยายตัว 10.1% ซึ่งเป็นการเติบโตระดับสองหลักครั้งแรกในรอบ 11 ปี
นายเอกนิติระบุว่า การลงทุนถือเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญ เพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและเพิ่มศักยภาพการเติบโตในระยะยาว สอดคล้องกับมาตรการ BOI Fast Pass ที่ช่วยเร่งอนุมัติโครงการลงทุน และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ Moody’s Rating ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยดีขึ้นจากระดับ 'เชิงลบ' เป็น 'มีเสถียรภาพ'
ส่วนการส่งออกในไตรมาส 1 ปี 69 ที่ขยายตัว 17.8% นั้น มองว่าในระยะต่อไปขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมานาน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเร่งการลงทุน เพื่อใช้เครื่องยนต์นี้ที่ถือเป็นเครื่องยนต์ที่ดีที่สุด เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะ จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจภายในระยะสั้นและเพิ่มศักยภาพในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขเศรษฐกิจย้อนหลังจะสะท้อนภาพที่ดี เปรียบเสมือน'การมองกระจกหลัง' ที่เอารถยนต์ออกจากหล่มแล้ว แต่เมื่อมองไปในอนาคตกระทรวงการคลังยอมรับว่าภาพเศรษฐกิจในช่วงต่อจากนี้ยังมีความท้าทายจากวิกฤตราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้สินค้าครองชีพจะไม่ได้สะท้อนในตัวเลข GDPแต่จะไปสะท้อนที่ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่เริ่มเผชิญภาวะต้นทุนสูงขึ้นแต่ไม่สามารถผลักภาระไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมด
ดังนั้น เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว วันพรุ่งนี้ (19 พ.ค.69) กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” วงเงิน 2 แสนล้านบาท ภายใต้กรอบพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยรัฐจะร่วมจ่ายในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนจ่าย 40% เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ พร้อมมาตรการเสริมช่วยเหลือเกษตรกร อาทิ โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง และการสนับสนุนภาคขนส่งให้ปรับตัวลดต้นทุนด้านพลังงาน โดยจะมีการหารือร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายการคลังมีความจำเป็นมากในสถานการณ์ปัจจุบันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่ไปกับนโยบายการเงินที่ต้องสมดุลระหว่างกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังให้เกิดประโยชน์สูงสุดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดวัตถุประสงค์ในการใช้พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบของประชาชนไปพร้อมๆกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
ทั้งนี้ หากไม่ดำเนินมาตรการใดเพิ่มเติม เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเผชิญภาวะ “Double Squeeze” คือ ต้นทุนสูงขึ้นแต่รายได้ลดลง ซึ่งอาจกระทบต่อการจ้างงานและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรเทาผลกระทบระยะสั้นและสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว