"วราวุธ" เร่งยกระดับ Cybersecurity โรงงานไทย ดันมาตรฐาน มอก. รับกติกาการค้าโลก - คุมเข้มความปลอดภัยโซลาร์รูฟท็อปทั้งระบบ เตรียมบังคับใช้ มอก. ภายในปี 2570
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เผย ปัจจุบันภัยคุกคามที่เป็นอันตรายต่อภาคอุตสาหกรรมไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการโจมตีต่อระบบควบคุมการผลิตโรงงาน (Operational Technology:OT) ทั้งระบบอัตโนมัติ และระบบบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการผลิต การส่งออก ความเชื่อมั่นของคู่ค้าระหว่างประเทศ
ทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม อยู่ระหว่างศึกษาปรับมาตรฐานบางส่วนด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ สำหรับระบบควบคุมและระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม (IEC62443) มาใช้กับระบบควบคุมเครื่องจักร และเครือข่ายที่เชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เข้ากับอินเทอร์เน็ต (Internet of Things หรือ IoT) ภายในโรงงาน เป็นมาตรฐาน มอก. เพื่อใช้ภายในประเทศ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ เนื่องจากหลายภูมิภาคโดยเฉพาะสหภาพยุโรปได้เริ่มกำหนดมาตรการด้านการป้องกันภัยคุกคามทางดิจิทัล (Cybersecurity) และการรักษาความปลอดภัยในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Security) ที่เข้มงวดมากขึ้น ภายใต้กฎหมายและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของเครือข่ายและข้อมูล
นายวราวุธ กล่าวว่า ในอนาคตการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Compliance) อาจถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้าหรือมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures:NTMS) ครอบคลุมถึงผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน
ดังนั้น Cybersecurity ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานภาคการผลิต ไม่ต่างจากพลังงาน หรือระบบโลจิสติกส์ หากประเทศคู่ค้ากำหนดให้สินค้า โรงงาน หรือผู้ประกอบการต้องผ่านมาตรฐานด้าน Cybersecurity ระดับสากลก่อนเข้าสู่ตลาด จะเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันและการดึงดูดการลงทุนในเศรษฐกิจยุคดิจิทัล
“หากภาคอุตสาหกรรมไทยไม่เร่งยกระดับมาตรการด้าน Cybersecurity โดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน การรักษาฐานการผลิต และความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศในระยะยาว”
นายวราวุธ กล่าว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมผลักดัน 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การยกระดับมาตรฐาน Cybersecurity สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมไทย การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและตอบสนองภัยคุกคามไซเบอร์ การสร้างความตระหนักรู้ด้านแนวปฏิบัติพื้นฐานเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์และข้อมูลส่วนตัวในโลกดิจิทัล (Cyber Hygiene) ให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี และการเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบ มาตรฐาน และบุคลากร รองรับข้อกำหนดการค้าระหว่างประเทศในอนาคตโลก
นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากเริ่มหันมาติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ภายในบ้าน เพื่อลดค่าไฟฟ้าและใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือเรื่องของความปลอดภัยในการเลือกซื้ออุปกรณ์และการติดตั้งที่ให้ได้มาตรฐาน ทางกระทรวงอุตสาหกรรมก็มีความเป็นห่วงกรณีอาจกระทบกับความเชื่อมั่นของผู้ที่มีแผนติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยทางสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ออกมาตรฐานครอบคลุมทั้งระบบ ได้แก่ แผงโซลาเซลล์ อินเวอเตอร์ คอนเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ สายไฟ PV การออกแบบติดตั้งและทดสอบระบบ ซึ่งกำลังผลักดันเป็นมาตรฐานบังคับ ภายในต้นปี 2570 “การผลักดัน มอก.ระบบแผงโซลาเซลล์ จะเป็นเครื่องมือวางโรดแมป สนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานการผลิตอุปกรณ์ครบวงจรในประเทศ“
ขณะเดียวกันจะมีการออกคู่มือการติดตั้งโซล่าเซลล์ให้ปลอดภัย โดยก่อนติดตั้งควรศึกษาก่อนว่า ระบบโซล่าเซลล์ที่ต้องการใช้งานเป็นแบบใด ทั้งระบบ On-grid ที่เชื่อมต่อกับไฟฟ้าของการไฟฟ้า ระบบ Off-grid ที่ใช้ไฟแยกเฉพาะ หรือระบบ Hybrid ที่ผสมทั้งสองแบบ เพื่อเลือกให้เหมาะกับงบประมาณและลักษณะการใช้งาน
นอกจากนี้ ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน มีเครื่องหมายรับรอง มอก. หรือมาตรฐานสากล รวมถึงเลือกสายไฟและอินเวอร์เตอร์ที่เหมาะสมกับระบบ เพื่อป้องกันปัญหาไฟฟ้าลัดวงจรหรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้
ด้านการติดตั้ง ควรใช้บริการช่างผู้เชี่ยวชาญที่มีใบรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน และสามารถติดต่อดูแลหลังติดตั้งได้ ขณะเดียวกัน เจ้าของบ้านควรตรวจสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ ทั้งแผงโซล่าเซลล์ สายไฟ ตู้ควบคุม และควรติดตั้งถังดับเพลิงชนิด CO2 ไว้ภายในบ้านด้วย
นอกจากนี้หากเกิดเหตุไฟไหม้หรือเหตุฉุกเฉิน ห้ามฉีดน้ำใส่อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือแผงโซล่าเซลล์โดยตรง และควรรีบปิดระบบไฟก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิง พร้อมแจ้งว่าเป็นบ้านที่ติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าระงับเหตุได้อย่างปลอดภัยมากที่สุด
ก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาตรการจูงใจแรงโดยให้ผู้ที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท สำหรับครัวเรือนที่ติดตั้งระบบ On-grid ภายในปีภาษี 2568-2570 และยังมีการอนุมัติรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากภาคประชาชน(โซลาร์ครัวเรือน)ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วยด้วย