เมื่อการเซ็นค้ำประกัน...ไม่ใช่แค่การลงลายมือชื่อบนกระดาษ แต่คือระเบิดเวลาทางการเงิน ที่ซ่อนอยู่ในความเกรงใจและความไว้ใจ “ค้ำอย่างมีสติ คิดก่อนค้ำ = ปลอดภัยกว่า!” ก่อนก้าวขาเข้าสู่สนามความเสี่ยงนี้!
ระวัง!! ค้ำอย่างมีสติ คิดก่อนค้ำ = ปลอดภัยกว่า!
การเซ็นค้ำประกัน ไม่ใช่แค่การลงลายมือชื่อบนกระดาษ แต่เปรียบเสมือนการที่คุณมอบ "กุญแจสำคัญ" ไขเข้าสู่ "ตู้เซฟทรัพย์สิน" ของตัวเองให้คนอื่นถือไว้ หากคนที่คุณค้ำประกันให้ (ลูกหนี้) เดินสะดุดล้มทางการเงินเมื่อไหร่ กุญแจดอกนั้นจะถูกไขทันที และภาระหนี้ทั้งหมดก็จะพุ่งตรงมาที่คุณโดยไม่ทันตั้งตัว
ก่อนจะเริ่มค้ำประกันให้ใคร เรามาทำความรู้จัก “การค้ำประกัน” กันก่อน.. ในทางกฎหมาย การค้ำประกันคือ สัญญาที่ผู้ค้ำประกันยอมชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ หากลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้ (อ้างอิง ป.พ.พ. มาตรา 680) ส่งผลให้ผู้ค้ำประกัน เปรียบเสมือนเป็น "ผู้รับประกันการชำระหนี้" ที่ต้องเข้ามารับผิดชอบตามที่ตกลงในสัญญา สิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับผู้ค้ำประกัน คือ "กับดักสละสิทธิเกี่ยง" ที่ซ่อนอยู่ในสัญญา หรือการเซ็นสัญญาที่มีข้อความระบุว่า "ให้ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับลูกหนี้" ที่จะดูดทรัพย์สินของผู้ค้ำประกันเข้าไปทันทีที่ลูกหนี้ผิดนัด โดยเจ้าหนี้ไม่ต้องรอตามทวงจากลูกหนี้ก่อนเลยแม้แต่วินาทีเดียว!
ดังนั้น ก่อนจะก้าวขาเข้าสู่สนามความเสี่ยงนี้ คุณต้อง ค้ำอย่างมีสติ คิดก่อนค้ำ = ปลอดภัยกว่า! เพราะการเป็นผู้ค้ำประกัน ไม่ใช่เรื่องเล็กและไม่ควรถูกมองข้าม!! เมื่อเลือกค้ำประกันให้ใครแล้ว ย่อมตามมาด้วยภาระความรับผิดชอบที่ใหญ่หลวง รวมถึงอาจส่งผลให้เกิดการสูญเสียทรัพย์สินหรือล้มละลายของผู้ค้ำประกันได้เลยทีเดียว
ฉะนั้นการมีความรู้ ย่อมเป็นเกราะป้องกันชั้นเยี่ยม เราจึงรวบรวมข้อควรระวัง 8 ข้อที่จะช่วยให้คุณประเมินความเสี่ยงและปกป้องอนาคตของตัวเองก่อนจะสายเกินไป ดังนี้
ข้อควรรู้ ก่อนตัดสินใจค้ำประกัน
1. อ่านสัญญาทุกครั้ง ก่อนเซ็นค้ำประกัน : ห้ามเซ็นเอกสารเปล่าหรือเซ็นโดยไม่ได้อ่านทุกบรรทัด เพื่อให้รู้ขอบเขตความรับผิดชอบของตนเอง
2. ห้ามเซ็นสัญญาที่เขียนว่า *ให้ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับลูกหนี้* : ตามกฎหมายเรียกว่า "การสละสิทธิเกี่ยง" หรือการสละสิทธิที่จะให้เจ้าหนี้ไปทวงหนี้จากลูกหนี้ก่อน โดยเจ้าหนี้สามารถฟ้องร้องและบังคับคดีกับผู้ค้ำประกันได้ทันทีที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระ โดยไม่ต้องไปทวงถามหรือฟ้องร้องเอาทรัพย์สินจากลูกหนี้ก่อนเลย
3. อย่าเกรงใจ ที่จะเซ็นค้ำประกันให้ใครง่ายๆ : การค้ำประกันไม่ใช่การให้ความช่วยเหลือเล็กน้อย แต่คือ การนำทรัพย์สินและอนาคตทางการเงินของตนเองไปเป็นประกัน แทนบุคคลอื่น
4. ดูให้แน่ใจว่า ลูกหนี้มีทรัพย์สินหรือเงินชำระหนี้ได้ : ตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินหรือความสามารถในการชำระหนี้ได้จริงหรือไม่
5. การค้ำประกันต้องมีสัญญา หลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของคู่สัญญา : ตามกฎหมาย (ป.พ.พ. มาตรา 681) สัญญาค้ำประกันต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือที่ ลงลายมือชื่อของผู้ค้ำประกัน ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ สัญญาค้ำประกันจะตกเป็น "โมฆะ" และไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีผู้ค้ำประกันได้ การมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงเป็นสิ่งที่ยืนยันขอบเขตของความรับผิดชอบและป้องกันการอ้างสิทธิ์เกินเลย
6. เขียนจำนวนเงิน หรือ ความรับผิดในสัญญาได้ : ผู้ค้ำประกันสามารถจำกัดความรับผิดชอบของตนเองได้ โดยการ ระบุจำนวนเงินสูงสุด ที่ตนเองยินยอมจะรับผิดชอบในสัญญาให้ชัดเจน
7. รับผิดชอบ ตามที่ตกลงในสัญญาเท่านั้น : โดยกฎหมายคุ้มครองผู้ค้ำประกันว่า จะต้องรับผิดชอบตามขอบเขตและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกันเท่านั้น
8. ให้รับผิดแทนต่อเมื่อ มีการผิดชำระตามที่ตกลงในสัญญา : โดยหลักการแล้ว ผู้ค้ำประกันจะรับผิดชอบก็ต่อเมื่อลูกหนี้ได้ "ผิดนัดชำระหนี้" ตามเงื่อนไขในสัญญาหลักแล้วเท่านั้น เจ้าหนี้ไม่สามารถเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ในขณะที่ลูกหนี้ยังคงชำระหนี้ตามปกติอยู่ได้ การผิดนัดจึงเป็น "เงื่อนไขบังคับก่อน" ที่จะทำให้ความรับผิดชอบของผู้ค้ำประกันเกิดขึ้น (ยกเว้นกรณีมีการสละสิทธิเกี่ยง ตามข้อ 2)
จงจำไว้เสมอว่า การตัดสินใจค้ำประกันคือการนำอนาคตทางการเงินของตนเองไปผูกติดกับผู้อื่น ดังนั้น ค้ำอย่างมีสติ คิดก่อนค้ำ = ปลอดภัยกว่า!
