ตั้งรับเศรษฐกิจผันผวน เดินเกมเชิงรุกดูแลราคาสินค้า-ค่าครองชีพ

ตั้งรับเศรษฐกิจผันผวน เดินเกมเชิงรุกดูแลราคาสินค้า-ค่าครองชีพ
กรมการค้าฯเปิดแผนเชิงรุกบริหารจัดการการค้าภายในประเทศดันแคมเปญ “ข้าว” และ “ทุเรียน” เชื่อข้าวแตะตันละ 1.8 หมื่นบาทได้

นายวิทยากร มณีเนตร เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของกรมการค้าภายใน ปี 2569 ว่า กรมฯ วางกรอบการทำงานเชิงรุกในการบริหารจัดการการค้าภายในประเทศ โดยมุ่งดูแลครบทั้ง เกษตรกร ประชาชนผู้บริโภค และผู้ประกอบการ เพื่อสร้างสมดุลให้ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศเดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความไม่แน่นอนทางการค้า และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ ปี 2569 เป็นปีที่มีความท้าทายหลายด้าน กรมการค้าภายในได้เตรียมแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตรทุกตัว โดยเริ่มจากสินค้าเกษตรสำคัญ 10 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด ลำไย หอมแดง หอมหัวใหญ่ และกระเทียม กำหนดมาตรการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงก่อนฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการตลาดและการบริหารจัดการผลผลิตล่วงหน้า ช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดหรือออกในปริมาณมาก เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ลดแรงกดดันด้านอุปทาน เร่งการระบายผลผลิตอย่างเหมาะสม

และ มาตรการสนับสนุนด้านอื่น ๆ อาทิ การลดต้นทุนการผลิต การจัดหาและสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร การพัฒนาและส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการแปรรูป และการขยายช่องทางการตลาด

สำหรับสินค้าที่มีการพูดถึงและได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วนมากเป็นพิเศษในปีนี้ คือ ”ข้าว“ และ “ทุเรียน“ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีปริมาณผลผลิตสูง และมีผลต่อภาพรวมตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ กรมฯ จึงได้เตรียมมาตรการบริหารจัดการเชิงรุกทั้ง ข้าว ที่เน้นบริหารเชิงโครงสร้าง สร้างสมดุลตลาด ยกระดับรายได้ชาวนา  โดยปีนี้ ประเทศไทยมีผลผลิตข้าวอยู่ที่ประมาณ 23.04 ล้านตันข้าวสาร ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 23.50 ล้านตันข้าวสาร

ทางกรมฯเตรียมมาตรการด้านตลาดข้าวที่เหมาะสมตรงกับตลาดที่มีศักยภาพรองรับผลผลิต โดย ข้าวหอมมะลิ จะมุ่งเพิ่มมูลค่าให้เกษตรกร จากราคาข้าวเปลือกปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับราคา 13,000–14,000 บาทต่อตัน ให้สามารถขยับขึ้นเป็น 17,000–18,000 บาทต่อตัน ผ่านการบริหารจัดการตลาดเพื่อดึงรายได้ส่วนต่างให้กลับมาอยู่ในมือชาวนามากขึ้น

ขณะที่ข้าวขาว ซึ่งมีปริมาณอยู่ในระบบจำนวนมาก กรมฯ จะใช้มาตรการตั้งแต่ช่วงเริ่มเก็บเกี่ยว อาทิ การชะลอการนำผลผลิตออกสู่ตลาด การส่งเสริมการแปรรูป และการลดต้นทุนการผลิตผ่านการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อช่วยพยุงราคาและลดภาระต้นทุนให้เกษตรกร พร้อมกับมาตรการด้านการตลาดโดยการดึงปริมาณข้าวในระบบ นำมาทำข้าวถุง รวมถึงการนำข้าวมาจัดทำเป็นข้าวกล่องพร้อมกับข้าว จำหน่ายให้แก่ประชาชนในราคาประหยัด เพื่อบรรเทาค่าครองชีพด้วย

นอกจากนี้ กรมฯยังให้ความสำคัญกับ ข้าวกลุ่มประณีต ซึ่งครอบคลุมข้าวกล้อง ข้าวอินทรีย์ และข้าวคาร์บอนต่ำ โดยได้รวบรวมสายพันธุ์ข้าวมากกว่า 300 สายพันธุ์ และ คัดเลือกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่สามารถพัฒนาและทำข้าวประณีตได้ จำนวน 200 กลุ่ม แบ่งตามระดับความพร้อมทางการตลาด เพื่อสนับสนุนทั้งกลุ่มที่พร้อมทำตลาดต่างประเทศ กลุ่มที่มีสินค้าแล้วแต่ยังต้องเสริมศักยภาพด้านบรรจุภัณฑ์และการตลาด และกลุ่มที่ยังต้องพัฒนาการแปรรูป

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้พาผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวประณีตเข้าร่วมงาน Gulfood 2026 ณ ดูไบ เพื่อเปิดตลาดและสร้างการรับรู้ข้าวมูลค่าสูงของไทยในตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับความสนในเป็นอย่างมาก

นายวิทยากร กล่าวว่า สำหรับ ทุเรียน ในปี 2569 ประเทศไทยมีผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมประมาณ 1.5 ล้านตัน โดยในช่วง 5–10 ปีที่ผ่านมา มีการขยายพื้นที่ปลูกของเกษตรกร ทำให้ปีนี้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1.78 ล้านตัน

กรมฯ เตรียมแผนบริหารจัดการอย่างรอบด้าน ได้บูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อรับมือกับความท้าทายสำคัญ ทั้งด้านแรงงาน การขนส่งและตู้คอนเทนเนอร์ ความรวดเร็วในการส่งออก มาตรฐานคุณภาพและการตรวจสอบสารตกค้างตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า การแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง รวมถึงความทับซ้อนของฤดูกาลผลิตระหว่างภาคตะวันออกและภาคใต้  ซึ่งปีนี้กรมการค้าภายใน เตรียมแผนขยายตลาดทุเรียนผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรมและภัตตาคาร ตลาดค้าปลีกค้าส่ง และจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ทุเรียนไทยให้เป็นผลไม้คุณภาพที่นักท่องเที่ยวต้องมาสัมผัส ซึ่งจะช่วยต่อยอดการบริโภคในประเทศและขยายโอกาสทางการค้าในระยะต่อไป

ด้านการดูแลค่าครองชีพของประชาชน กรมการค้าภายในได้เริ่มตั้งแต่กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังได้เดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและอาหารที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม โดยกรมฯ จะดำเนินโครงการบรรเทาค่าครองชีพ “สุขกาย สบายกระเป๋า” เฟซ 2 ซึ่งจะขยายการลดราคาประกันสุขภาพและดูแลราคาเวชภัณฑ์ ควบคู่กับการปรับบทบาทกิจกรรม ธงฟ้า ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น โดยปรับแนวคิดจากการเน้น “ราคาถูก” ไปสู่ “ฉลาดซื้อ ฉลาดใช้” เน้นสินค้าราคาประหยัดที่มาพร้อมคุณภาพและความคุ้มค่า

ขณะที่กิจกรรมธงฟ้ายังทำหน้าที่เป็น เวทีช่วยเหลือผู้ประกอบการ ที่ประสบปัญหาขาดพื้นที่จำหน่ายสินค้า อาทิ ผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบบริเวณชายแดน หรือจากสถานการณ์อุทกภัย รวมถึงการเชื่อมโยง สินค้าเกษตรจากนอกแหล่งผลิต มาจำหน่ายควบคู่กัน เพื่อช่วยกระจายผลผลิต ลดปัญหาสินค้ากระจุกตัวในพื้นที่ผลิต และเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่เกษตรกร พร้อมทั้งร่วมกับเครือข่ายรถพุ่มพวง เพื่อกระจายสินค้าจำเป็นให้เข้าถึงชุมชนมากยิ่งขึ้น

“ปี 2569 กรมการค้าภายในจะทำงานเชิงรุก ทั้งการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร การยกระดับมูลค่า และการดูแลค่าครองชีพ เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการได้รับประโยชน์และความเป็นธรรมทางการค้า”

TAGS: #กรมการค้าฯ #ข้าว #ทุเรียน #ค่าครองชีพ #ธงฟ้า #สุขกาย #สบายกระเป๋า