สัญญาณทรัมป์ยอมถอย ปากบอกจะถล่มให้หนักแต่กลับจะปิดเกมในเร็ววัน

สัญญาณทรัมป์ยอมถอย ปากบอกจะถล่มให้หนักแต่กลับจะปิดเกมในเร็ววัน

"สงครามเป็นการดำเนินการต่อเนื่องทางนโยบายด้วยวิธีการอื่น" (War is the continuation of policy with other means)

นี่คือคำกล่าวของ คาร์ล ฟ็อน เคลาเซอวิทซ์ (Carl von Clausewitz) พลชาวเยอรมันปรัสเซียในศตวรรษที่ 19 ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นนักทฤษฎีทหารผู้ยิ่งใหญ่และเป็นบิดาแห่งวิชาการยุทธสมัยใหม่ 

คำกล่าวของเคลาเซอวิทซ์มีหลายเวอร์ชั่น เวอร์ชั่นที่เขาใจง่ายกว่านี้คือการบอกว่าสงครามคือส่วนต่อขยายของการเมือง

นั่นหมายความว่าสงครามจะเกิดหรือจะดับ ขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายและการดำเนินการทางการเมือง

'สงครามอิร่านกับสหรัฐและอิสราเอล' ก็เช่นกัน

มันกำลังจะจบลงเพราะการดำเนินการทางการเมืองบีบบังคับให้มันเป็นไป

สงครามนี้เกิดขึ้นด้วยความฉุกละหุกเพราะสหรัฐฯ ถูกอิสราเอลลากเข้ามาร่วมด้วย ทำให้ไม่สอดคล้องกับ "การดำเนินการต่อเนื่องทางนโยบาย" เพราะทรัมป์และเจดี แวนซ์แต่ไหนแต่ไรไม่ต้องการก่อสงคราม พวกเขามีความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่าที่จะเก็บกวาดปัญหาในบ้าน 

แต่ที่ต้องตกกระไดพลอยโจนเข้ามาทำสงครามเพราะถูกอิสราเอล "บีบ" หรือพูดให้นุ่มนวลหน่อยก็คือถูก "โน้มน้าว"

ความไม่พร้อมของสงครามนี้ทำให้ทรัมป์ "ล้มเหลว" อย่างสิ้นเชิงในสิ่งที่เขาประกาศไว้ (โดยประกาศแบบเร่งด่วนเช่นกัน) นั่นคือการเปลี่ยนแปลงการปกครองของอิหร่าน 

แม้จะปลิดชีพผู้นำสูงสุดได้ แต่นั่นเป็นแค่ "พิธีการของสงคราม" แต่ในทางการเมืองแล้ว ผู้นำสุงสุดของอิหร่าน "คือแกนนำของฝ่ายศาสนาและการเมืองทุกคน" 

หากทรัมป์ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็ต้องฆ่าทุกคนที่เป็นชนชั้นนำของอิหร่าน

นี่เป็นไปไม่ได้พอๆ กับการส่งทหารราบบุกเข้าไปในอิหร่าน ซึ่งเป็นเรื่องที่บ้าบอเอามากๆ ในแง่ยุทธศาสตร์ 

ดังนั้น ผมจึงย้ำอีกครั้งว่าสงครามครั้งนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีการตระเตรียมใดๆ ทั้งสิ้น และสะท้อนว่าทรัมป์ไม่มีนโนยายเพราะไม่มีแผนการสำหรับสงครามก็ย่้อมหมายความว่าไม่มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองที่ชัดเจน

เคลาเซอวิทซ์ กล่าวว่า "หากสงครามเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย ลักษณะของสงครามก็จะมาจากนโยบายนั้นโดยธรรมชาติ หากนโยบายยิ่งใหญ่และทรงอำนาจ สงครามก็จะยิ่งใหญ่และทรงอำนาจเช่นกัน และอาจลุกลามไปจนถึงจุดที่สงครามบรรลุถึงรูปแบบที่สมบูรณ์แบบที่สุด"

สงครามกับอิหร่านทำให้เห็นว่าสหรัฐฯ สิ้นท่าแค่ไหน นั่นหมายความว่านโยบายของทรัมป์ต่ออิหร่านก็เละเทะพอๆ กัน 

ทรัมป์จึงต้องหาทางถอนตัวออกมาโดยเร็วที่สุด ดังนั้นเขาจึงบอกว่า  "It's going to be ended soon" แม้ปากจะขู่ว่าจะทำการโจมตีอิหร่านอย่างหนักจนไม่มีที่ยืน

นั่นเป็นการอำพรางการถอยทัพต่างหาก 

และเป็นการกลบเกลื่อนความล้มเหลวที่จะ "เปลี่ยนแปลงการปกครอง" ของอิหร่าน

ผมเคยกล่าวไว้หลายวาระว่า ทรัมป์จะประกาศชัยชนะเอาดื้อๆ (เพราะเขาเป็นคนทำอะไรหุนหันแบบนั้น) ไม่ใช่เพราะเขาชนะ แต่เพราะดำเนินการต่อไปไม่ได้แล้ว จึงต้องตัดบทแบบนั้น และเขาก็แสดงอาการตัดบทแบบนั้นจริงๆ โดยบอกว่า  "It's going to be ended soon" และบอกว่า ""We've already won in many ways" 

อีกหนึ่งสัญญาณของการถอย คือการต่อสายคุยกับวลาดิมีร์ ปูติน 

การคุยกับปูตินครั้งนี้ รัฐบาลรัสเซียบอกว่าทรัมป์เป็นฝ่ายริเริ่มก่อน 

เรื่องนี้บอกอะไรกับเรา? มันบอกว่าทรัมป์กำลังหาคนกลางในการไกล่เกลี่ยนั่นเอง เพราะเขาเองก็ไม่ได้แข้งกร้าวกับปูตินจึงมีโอกาส "ขอ" ให้ปูตินช่วยคุยกับอิหร่าน การโทรฯ คุยกันครั้งล่าสุด ผมเชื่อว่าทรัมป์อาจจะหาช่องในการขอให้ปูตินช่วย หรืออาจจะขอไปแล้วด้วยซ้ำ

เช่นกัน ผมก็กล่าวไว้แล้วหลายครั้งว่า เมื่อทรัมป์เห็นท่าไม่มีทรัมป์จะขอให้รัสเซียหรือไม่ก็จนรช่วยไปคุยกับอิหร่านให้ที หรืออาจจะขออินเดียให้ทำหน้าที่นั้นด้วยซ้ำ

แต่ทรัมป์จะแสร้งบอกับชาวโลกว่าเขาชนะศึกครั้งนี้ 

ดังนั้น เขาจึงบอกว่า "It's going to be ended soon" แต่ "if it starts up again they'll be hit even harder" 

และบอกว่า "We've already won in many ways แต่ในขณะเดียวกันก็บอกว่า "we haven't won enough," Trump said"

ท่าทีอันสับสนนี้สะท้อนว่าทรัมป์อยากจะถอยแล้ว แต่ต้องทำให้ชาวโลกเห็นว่าเป็นการถอยที่ "ชนะในเชิงยุทธศาสตร์" (ทั้งๆ ที่แพ้ในทุกทาง) 

ดังนั้น เขาจึงกล่าวประโยคเงื่อนไขที่น่าขบขันว่า "เราชนะแล้วนะ" แต่ "ถ้ายังซ่าเราจะโจมตีต่อไปให้หนัก"

ประโยคเงื่อนไขนี้อย่าไปมองเงื่อนไขหลัง ให้มองที่เงื่อนไขหน้าคือ "มันจะจบลงในไม่ช้านี้" และ "เราชนะแล้ว" ทั้งสองประโยคนี้คือความในใจที่แท้จริงของทรัมป์

อย่างที่บอกไปว่า ทรัมป์เริ่มสงครามนี้โดยไม่พร้อม เพราะนโยบายไม่ชัด และแผนก็ไม่มี คลังแสงก็หมดลงอยางรวดเร็ว

ที่ทู่ซี้ทำสงครามก็เพราะถูกอิสราเอลจูงจมูกอยู่ 

หลายคนเชื่อว่าอิสราเอลคงมีอะไร "ดีๆ" แน่ๆ ถึงสามารถบีบทรัมป์ให้ทำตามความต้องการของตนได้ บางคนเชื่อว่าอิสราเอลคงกุมความลับของทรัมป์เอาไว้ 

นั่นเป็นเรื่องคาดเดาเสียมาก 

สิ่งที่ไม่ต้องคาดเดาก็คือ อิสราเอลและกลุ่มชาวยิวเป็นผู้บริจาคทางการเมืองให้ทรัมป์และกลุ่มอนุรักษ์นิยม ยิ่งเงินมาก อิทธิพลยิ่งมาก ดังนั้นเมื่ออิสราเอลต้องการอะไร ฝ่ายการเมืองอเมริกันจึงมีแต่ต้องคล้อยตาม

ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงเป็นเมืองขึ้นของอิสราเอลด้วยประการฉะนี้ 

ป.ล.
จะขอทิ้งท้ายคำกล่าวของ คาร์ล ฟ็อน เคลาเซอวิทซ์ ในหนังสือ "ว่าด้วยสงคราม" บท "ว่าด้วยการถอยทัพหลังพ่ายแพ้ในยุทธการ" ดังนี้ 

"ในการรบที่พ่ายแพ้ พลังของกองทัพจะแตกสลาย ทั้งด้านขวัญกำลังใจและด้านกำลังพล การรบครั้งที่สอง เว้นแต่จะมีสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยเข้ามาเกี่ยวข้อง จะนำไปสู่ความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง หรืออาจถึงขั้นถูกทำลายล้าง นี่คือหลักการทางทหาร ตามขั้นตอนปกติ การถอยทัพจะดำเนินต่อไปจนกว่าความสมดุลของกำลังพลจะกลับคืนมา ไม่ว่าจะโดยการเสริมกำลัง การป้องกันจากป้อมปราการที่แข็งแกร่ง ตำแหน่งป้องกันที่ดีเยี่ยมที่ภูมิประเทศเอื้ออำนวย หรือการแยกกำลังของศัตรู ขนาดของความสูญเสีย ความรุนแรงของการพ่ายแพ้ แต่ยิ่งกว่านั้นคือลักษณะของศัตรู จะทำให้จุดสมดุลนี้ใกล้เข้ามาหรือห่างออกไป มีตัวอย่างมากมายที่กองทัพที่พ่ายแพ้สามารถรวมตัวกันใหม่ได้ในระยะทางสั้นๆ โดยที่สถานการณ์ของกองทัพไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยนับตั้งแต่การรบ สาเหตุของเรื่องนี้อาจสืบย้อนไปถึงความอ่อนแอทางด้านขวัญกำลังใจของฝ่ายตรงข้าม หรือความได้เปรียบที่ได้รับในการรบนั้นไม่เพียงพอที่จะสร้างความประทับใจที่ยั่งยืน"

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 
Photo - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา รับเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมการประชุมประเด็นของสมาชิกพรรครีพับลิกัน ณ ทรัมป์ เนชั่นแนล โดรัล ในไมอามี รัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2026 (ภาพโดย SAUL LOEB / AFP)
 

TAGS: #ทรัมป์ #อิหร่าน