'โครงการ 863' อาวุธลับของจีน เมื่อฝ่ายการเมืองฟังนักวิทยาศาสตร์ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงรุ่งเรือง

'โครงการ 863' อาวุธลับของจีน เมื่อฝ่ายการเมืองฟังนักวิทยาศาสตร์ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงรุ่งเรือง

ในช่วงทศวรรษที่ 80 ซึ่งเป็นยุคแห่งการเปิดประเทศและการปฏิรูปเศรษฐกิจ จีนได้ริเริ่มสิ่งที่เรียกว่า 'โครงการ' (计划) จำนวนหนึ่ง 'โครงการ' เหล่านี้มุ่งเน้นที่การผลักดันการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยี และวางรากฐานการศึกษาให้ก้าวหน้า ไม่ใช่แค่ทัดเทียมกับประเทศพัฒนาแล้ว แต่จะต้องเหนือกว่าด้วย

หลายๆ คนมักจะกล่าว "จีนเคยจนกว่าไทย" อันที่จริงก็ไม่ผิดแต่ก็ไม่ถูก เพราะความจนอาจจะวัดได้ที่รายได้ต่อหัวและจำนวนประชากรที่มีรายได้ต่อวันต่ากว่าเกณฑ์ของธนาคารโลก แต่คนรวยและความจนวัดแค่นั้นไม่ได้ เราควรดูที่รากฐานที่ช่วยสร้างความมั่งคั่งด้วย ซึ่งก็คือ 'โครงการ' เหล่านี้

เราจะมาเริ่มทำความรู้จักกับโครงการแรกกันก่อนที่มีรหัสว่า 863计划 หรือ 'โครงการ 863' หรือชื่อเต็มก็คือ 'โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งชาติ' (国家高技术研究发展计划)

คนที่เสนอโครงการนี้ไม่ใช่คนของรัฐ แต่เป็นนักวิทยาศาสตร์แค่ 4 คน 

นักวิทยาศาสตร์ 4 คนที่เสนอโครงการนี้ในปี 1986 ได้แก่ หวางต้าเหิง (王大珩)、หวางก้านชาง (王淦昌)、หยางเจียฉือ (杨嘉墀) และ เฉินฟางยุ่น (陈芳允) 

ทั้งสี่คนนี้เป็น 'วีรบุรุษ' ของการพัฒนา 'สองระเบิด หนึ่งดาวเทียม' (两弹一星) ซึ่งหมายถึงการพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์และระเบิดไฮโดรเจนกับการสร้างดาวเทียมจนสำเร็จด้วยตัวเองในช่วงทศวรรษที่ 60-70

คนเหล่านี้แม้จะถูกเรียกเป็นวีรบุรุษ แต่ในช่วงนั้นจีนเพิ่งจะหลุดพ้นจาก 'ปัญหาทางการเมือง' มาหมาดๆ นักวิทยาศาสตร์หลายคนถูกลงโทษทางการเมือง ทำให้จีนที่ควรจะก้าวหน้าต้องประสบกับการหยุดชะงักอยู่ช่วงหนึ่ง

แต่เพราะความรักชาติบ้านเมือง นักวิทยาศาสตร์ทั้งสี่จึงเสนอต่อเบื้องบนว่า สมควรจะผลักดันการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป โดยส่งรายงานไปยังจงหนานไห่ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529)

พวกเขาเห็นว่าในเวลานั้น สหรัฐอเมริกาเปิดตัวโครงการ Star War หรือ Strategic Defense Initiative เพื่อพัฒนาอาวุธที่ล้ำสมัย จีนจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ

โครงการ Star War ก่อให้เกิดความวุ่นวายไปทั่วโลกในทันที ไม่เพียงถูกตำหนิว่ากระตุ้นให้โลกหันมาสะสมอาวุธครั้งใหญ่ แต่มันยังทำให้ประเทศต่างๆ ต้องยนดับแผนพัฒนาของตนไปพร้อมๆ กัน เช่น สหภาพโซเวียตและกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกได้จัดทำ "โครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างครอบคลุม" เพื่อตอบโต้โดยเร็ว ญี่ปุ่นก็เสนอ "นโยบายพื้นฐานเพื่อส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอีกสิบปีข้างหน้า" เช่นกัน ประเทศในยุโรปตะวันตก 17 ประเทศร่วมลงนามใน "โครงการยูเรกา" โดยเสนอคำขวัญในการสร้าง "ยุโรปแห่งเทคโนโลยี" ประเทศอื่นๆ อีกมากมายก็จัดทำแผนนโยบายที่สอดคล้องกัน ตัวอย่างเช่น อินเดียออก "แถลงการณ์นโยบายเทคโนโลยีใหม่" เกาหลีใต้เปิดตัว "วิสัยทัศน์การพัฒนาระยะยาวแห่งชาติ" และยูโกสลาเวียเสนอ "ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของรัฐบาลกลาง" 

สี่วีรบุรุษนักวิทยาศาสตร์ชี้ให้รัฐบาลเห็นถึงการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างรวดเร็วทั่วโลก จึงเสนอแนะต่อคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อให้ติดตามการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงทั่วโลกอย่างครอบคลุม และจัดทำแผนพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศจีน

คนที่รับฟังและอนุมัติ คือ เติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำสูงสุดของจีนในเวลานั้น 

เรื่องนี้เสนอถึงเติ้งเสี่ยวผิงแล้ว เขาใช้เวลาแค่ 2 วันเท่านั้นในการอนุมัติ

ในวันที่ 5 มีนาคม เติ้งเสี่ยวผิงได้ออกคำสั่งเกี่ยวกับข้อเสนอแนะดังกล่าวว่า "ข้อเสนอแนะนี้มีความสำคัญมาก จงหาผู้เชี่ยวชาญและสหายผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องมาหารือและเสนอความคิดเห็นเพื่อประกอบการตัดสินใจ เรื่องนี้ควรได้รับการตัดสินใจโดยเร็วที่สุดและไม่ควรล่าช้า" (ดูอ้างอิงท้ายเรื่อง 1)

แน่นอนว่าเมื่อผู้นำสูงสุดสั่งมา แกนกลางของพรรคก็ต้องตอบสนอง แต่ปัญหาต่อมาคือเงินทุน

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม สภาแห่งรัฐได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือเกี่ยวกับจดหมายแนะนำอย่างละเอียด การประชุมสิ้นสุดลงด้วยการตัดสินใจว่าคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งรัฐ และคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ จะเป็นผู้นำการหารือเกี่ยวกับรายละเอียดของแผนพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ

3 วันหลังจากการประชุมสภาแห่งรัฐ ผู้อำนวยการคณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งรัฐและที่ปรึกษาแห่งรัฐของจีน คือ จางจิ้นฟู (张劲夫) ซึ่งเป็นเสมือนผู้ดูแลกระเป๋าเงินของประเทศ จึงหารือเรื่องงบประมาณกับนักวิทยาศาสตร์ทั้ง 4 คน

นักวิทยาศาสตร์ทั้งสี่คนไม่ได้ตอบทันที แน่ล่ะ เพราะจีนในเวลานั้นยัง 'จน' การใช้เงินกับโครงการที่ดูเหมือนจะยังจับต้องอะไรไม่ได้ ถือเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงอยู่เหมือนกัน

คำถามนี้ยากจะตอบ แต่ก็ต้องตอบ หลังจากเงียบไปนาน หวังก้านชางก็พูดอย่างยากลำบากว่า "เราประหยัดเท่าที่จะทำได้ ผมคิดว่า 200 ล้านหยวนต่อปีก็เพียงพอแล้ว"

 200 ล้านหยวนต่อปีถือว่าน้อยมากหากต้องการจะแข่งกับประเทศอื่นๆ เรื่องเทคโนโลยี

ในเวลานั้น พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่ากองทุนพิเศษที่เติ้งเสี่ยวผิงและคณะกรรมการกลางอนุมัติจะเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านหยวน! 

โปรดทราบว่า รายจ่ายรวมของประเทศจีนในปีนั้นก็ประมาณ 200,000 ล้านหยวนเข้าไปแล้ว (ดูอ้างอิงท้ายเรื่อง 2)

นี่ไม่ใช่เงินน้อยๆ อีกต่อไป หลายคนอาจจไม่เข้าใจ ประชาชนทั่วไปยิ่งไม่เข้าใจ แต่เราจะเข้าใจความคิดเรื่อง "การลงทุน" ของเติ้งเสี่ยวผิงได้จากปากคำของเขาเอง

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ในระหว่างการประชุมกับหลี่เจิ้งต้าว (李政道 นักฟิสิกส์เจ้าของรางวัลโนเบลชาวอเมริกันเชื้อสายจีน) และนักวิชาการชาวอิตาลี เติ้งเสี่ยวผิงได้เปิดเผยความรู้สึกและความคิดของเขา โดยกล่าวว่า "ผมเป็นคนนอกวงการวิทยาศาสตร์ แต่ผมมีความกระตือรือร้นในด้านนี้ จีนไม่สามารถพัฒนาได้หากปราศจากวิทยาศาสตร์ ในด้านนี้ เรายังค่อนข้างล้าหลังอยู่" 

และกล่าวว่า "ในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เรายังคงต้องใช้เงินอยู่บ้าง เราต้องลงทุนในสิ่งที่จำเป็น"

และ "ในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง เราต้องลงมือทำเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นเราจะล้าหลัง และยิ่งเราตามทันช้าเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งล้าหลังมากขึ้นเท่านั้น และเราก็จะต้องใช้เงินมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราต้องเริ่มต้นเดี๋ยวนี้" (ดูอ้างอิงท้ายเรื่อง 3) 

ดังนั้น โครงการแบบนี้แม้จะมีผู้เสนอก็จริง แต่หากแรงขับเคลื่อนทางการเมือง มันจะเป็นไปไม่ได้เลย สิ่งสำคัญก็คือ ผู้อนุมัติต้องมีวิสัยทัศน์ และผู้อนุมัติต้องมีอำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จพอสมควร

ผมทราบมาว่าในไทยมีการเสนอ 'โครงการ' ในทำนองนี้มากมาย และมีงานวิจัยที่ทรงคุณค่ามากมาย นักวิทยาศาสตร์ที่คิดล้ำๆ ก็มีมาก แต่ไทยไม่มี 'โครงการ 863' แบบจีนก็เพราะขาดพลังขับเคลื่อนทางการเมืองนั่นเอง

กลับมาที่เนื้อหาสาระของ 'โครงการ 863' 

หลังจากที่เติ้งเสี่ยวผิงมีคำสั่งลงมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เชิญนักวิทยาศาสตร์เข้าร่วมการประชุมสัมมนาทันที ในระหว่างการอภิปราย นักวิทยาศาสตร์ได้ถกเถียงกันอย่างดุเดือดเกี่ยวกับการเลือกทิศทางสำหรับโครงการเทคโนโลยีขั้นสูง 

ในระหว่างการวิจัยและประเมินโครงการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้เกิดขึ้น ความคิดเห็นหนึ่งกล่าวว่าโครงการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงควรเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลัก ในขณะที่อีกความคิดเห็นหนึ่งแย้งว่าควรเน้นไปที่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางทหารเป็นหลัก  

ต่อมาหน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้องได้รายงานความคิดเห็นที่รวบรวมได้จากการประชุมสัมมนาต่อเติ้งเสี่ยวผิง และในวันที่ 6 เมษายน เติ้งเสี่ยวผิงได้ให้คำสั่งที่ชัดเจนว่า "ผมสนับสนุนนโยบาย 'การบูรณาการระหว่างทหารและพลเรือน โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง'" และจากคำชี้แนะนี้จึงได้มีการจัดทำ "รายงานแผนงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง" ขึ้น (ดูอ้างอิงท้ายเรื่อง 4)

คำชี้แนะของเติ้งเสี่ยวผิงมีความน่าสนใจตรงที่ มันคล้ายกับรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกาที่อิงกับอุตสาหกรรมทหาร (Military–industrial complex หรือ MIC) ซึ่งการพัฒนาด้านการทหารมีส่วนสร้างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของพลเรือนด้วย เพียงแต่ผู้ที่ได้ประโยชน์แท้จริง คือ นายทุนและนักการเมืองอเมริกันไม่ใช่ประชาชน

แนวคิดของนักวิทยาศาสตร์จีนเสนอไปยังจงหนานไห่แม้จะเป็นปฏิกริยาต่อ MIC ที่กำลังก้าวสู่จุดสูงสุด แต่เมื่อถึงมือของเติ้งเสี่ยวผิงแล้วเขากลับผสานการทหารและพลเรือนเข้าด้วยกัน โดยแกนหลักอยู่ที่ 'ประชาชน' หรือ "ผสานทหารประชาชน ใช้ประชาชนเป็นแกนหลัก" (军民结合,以民为主 )

ด้วยการสนับสนุนและแรงผลักดันจากเติ้งเสี่ยวผิง ในเดือนพฤศจิกายนของปีนั้น คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสภาแห่งรัฐได้อนุมัติ "โครงร่างโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง" อย่างเป็นทางการ 

โครงการนี้คัดเลือก 7 สาขาเป็นเป้าหมายในการยกระดับการพัฒนาที่จะมีผลกระทบอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตของจีน และกำหนดโครงการสำคัญ 15 โครงการเป็นพื้นที่บุกเบิกเพื่อก้าวให้ทันระดับความก้าวหน้าของโลก  (ดูรายละเอียดของโครงการศึกษาวิจัยที่หมายเหตุท้ายเรื่อง)

'โครงการ 863' เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1987 ชื่อรหัสโครงการมาจากปีที่มีการเสนแนวคิด (86) และเดือนมีนาคมที่เสนอรายงานขึ้นไป (3) โดยมีนักวิทยาศาสตร์หลายหมื่นคนจากหลากหลายสาขาได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสำคัญ  

วิธีการหนึ่งในการขัลเคลื่อน 'โครงการ 863' คือการหมุนเวียนนักวิทยาศาสตร์เข้าและออกในโครงกาารนี้เพื่อให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ และรักษาศักยภาพด้านนวัตกรรม โดยสมาชิกกลุ่มผู้เชี่ยวชาญประมาณหนึ่งในสามของโครงการจะถูกเปลี่ยนตัวทุกๆ 3 ปี

การหมุนเวียนและการก่อกำเนิดนวัตกรรมใหม่ๆ แบบนี้ จึงทำให้ 'โครงการ 863' กลายเป็นต้นธารของนวัตกรรมในภาคเอกชนไปด้วย พร้อมๆ กับการพัฒนาด้านการทหาร และเมื่อเวลาผ่านไปก็จะมีการเพิ่มเติมสาขาการวิจัยและพัฒนาใหม่ๆ เข้าไปในโครงการโดยผ่านแผนพัฒนาแห่งชาติ

จนกระทั่ง ในปี 2016 'โครงการ 863' ก็ถูกยกเลิก

แต่มันไม่ได้หายไปไหน เพราะถูกแทนที่ด้วยการยกระดับขึ้นมาเป็น 'โครงการวิจัยและพัฒนาหลักแห่งชาติ' (国家重点研发计划) ซึ่งเป็นการผสานโครงการต่างๆ ในยุคแรกเริ่มปฏิรูปและเปิดประเทศเข้าไว้ด้วยกัน (ซึ่งหากมีโอกาสเราจะนำเสนออย่างละเอียดต่อไป) 

ณ เวลานั้น ประเทศจีนไม่ได้ยากจนอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเสือติดปีก มังกรเหินหาว ที่มีแต่พุ่งทะยานไปข้างหน้า ทั้งหมดนี้ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณ 'โครงการ 863' 

แต่เมื่อเริ่มโครงการใหม่ๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เพราะลงทุนกว่า 10,000 ล้านหยวนในระยะเวลา 15 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลในประเทศจีนในขณะนั้น เพราะผู้คนก็ยากจนมากมาย ประเทศรายได้ไม่มาก ทั้งยังต้องใช้ระบบปันส่วนอาหารยังด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้ บางคนในจีนจึงตั้งคำถามว่า "เรายังไม่มีอาหารกินเพียงพอ ทำไมเราถึงใช้เงินมากมายขนาดนี้กับเทคโนโลยีขั้นสูง?" 

ในวันนั้น นักวิทยาศาสตร์ 4 คนจึงต้องการเงิน 200 ล้านหยวนเพื่อยกระดับวิทยาศาสตร์ของชาติ เพียงเท่านี้พวกเขาก็รู้สึกเกรงอกเกรงใจมากแล้ว

แต่สุดท้ายแล้วรัฐบาลกลางอนุมัติเงินมากกว่า 10,000 ล้านหยวน

นี่ไม่ใช่แค่การเดิมพันของผู้นำประเทศ แต่เป็นความใส่ใจของผู้นำที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง 

เมื่อประชาชนเป็นแกนหลัก ต่อให้ทุ่มเงินเท่าไรก็ไม่มีขาดทุน

และเราเห็นแล้วว่าจีนได้กำไรกลับคืนมาเป็นกอบเป็นกำแค่ไหนจาก 'โครงการ 863' 

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - ภาพประติมากรรมที่พิพิธภัณฑ์พรรคคอมมิวนิสต์จีน (中国共产党历史展览馆) ที่กรุงปักกิ่ง ถ่ายโดย กรกิจ ดิษฐาน 

อ้างอิง

  1. 回顾863计划:4位科学家想要2亿,中央批了100多亿 / 澎湃新闻| 
  2. 回顾863计划:4位科学家想要2亿,中央批了100多亿 / 澎湃新闻| 
  3. 1986年邓小平亲自决策启动“863”计划 / 人民网-中国共产党新闻网 
  4. 1986年邓小平亲自决策启动“863”计划 / 人民网-中国共产党新闻网 

หมายเหตุ
โครงการ 863 ครอบคลุม 8 สาขาและ 20 หัวข้อ ได้แก่:

1. เทคโนโลยีชีวภาพ: พันธุ์พืชและสัตว์ใหม่คุณภาพสูง ผลผลิตสูง และทนทานต่อสภาวะแวดล้อม; ยาที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม; วัคซีนและยีนบำบัด; วิศวกรรมโปรตีน

2. สาขาเทคโนโลยีอวกาศ: การวิจัยและพัฒนาจรวดส่งขนาดใหญ่ขั้นสูง

3. สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ: ระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ, อุปกรณ์อิเล็กโทรออปติกและเทคโนโลยีการบูรณาการระบบอิเล็กโทรออปติก/ไมโครอิเล็กโทรนิกส์, เทคโนโลยีการได้มาและการประมวลผลข้อมูล และเทคโนโลยีการสื่อสาร

4. สาขาเทคโนโลยีเลเซอร์

5. สาขาเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ: ระบบการผลิตแบบบูรณาการด้วยคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์อัจฉริยะ

6. สาขาเทคโนโลยีพลังงาน: เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าจากถ่านหิน และเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขั้นสูง

7. สาขาวัสดุใหม่: วัสดุใหม่ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่

8. สาขาเทคโนโลยีทางทะเล (ไม่อยู่ในชุดแรก): เทคโนโลยีการสำรวจและเฝ้าระวังทางทะเล, เทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล และเทคโนโลยีการพัฒนาทรัพยากรทางทะเล

โครงการพิเศษ: การทำแผนที่จีโนมข้าว ระบบส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์สำหรับการสำรวจระยะไกลทางอากาศ เทคโนโลยีหลักของการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลขนาดใหญ่ที่ควบคุมด้วยโปรแกรม HJD-04E เทคโนโลยีตัวนำยิ่งยวด และการสำรวจแนวคิดและไอเดียใหม่ๆ ในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง

TAGS: #863计划 #จีน