เมื่อเดือนธันวาคม 2025 เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Les Echos มีใจความสำคัญ (ตามพาดหัวข่าวว่า) “จีนกำลังจะโจมตีหัวใจสำคัญอันเป็นแบบแผนอุตสาหกรรมของยุโรป”
เขากล่าวว่า “ผมพยายามอธิบายให้ฝ่ายจีนเข้าใจว่าดุลการค้าเกินดุลของพวกเขาไม่ยั่งยืน เพราะพวกเขากำลังทำลายลูกค้าของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแทบไม่นำเข้าสินค้าจากเรา (ยุโรปและฝรั่งเศส) อีกต่อไป”
มาครงยังว่า “ผมบอกพวกเขาว่า หากพวกเขาไม่ตอบสนอง พวกเราชาวยุโรปจะถูกบีบให้ต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดและยุติความร่วมมือในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เช่นเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาได้ทำไปแล้ว เช่น การเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน”
ตอนนั้นมาครงเผยว่าได้หารือเรื่องนี้ (การตอบโต้จีน) กับประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อูร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน แล้ว
แต่หลังจากนั้นไม่นานยุโรปและนาโตต้องหลังหัก เพราะถูกหักหลังโดยพลังฝ่ามือมารของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กระแทกเข้าไปตรงกรีนแลนด์เข้าอย่างจัง เมื่อยุโรปจะตอบโต้และมาครงยุให้ส่งทหารจากยุโรปไปประจำการที่กรีนแลนด์มันซะเลย ทรัมป์ก็ใช้พลังมารขั้นที่สองนั่นคือขู่ว่าจะขึ้นภาษีเป็นร้อยๆ เปอร์เซนต์
ยุโรปเลยไม่รู้จะหันไปหาใครมาช่วยดี ยังไม่ทันจะเรียกหาใคร ทรัมป์ก็ซัดฝ่ามือมารกระบวนท่าที่สามเข้าไปอีกคือการบีบให้ยุโรปร่วม 'คณะกรรมการสันติภาพ' ที่อ้างว่าจะบริหารฉวนกาซาแต่มีแผนอำพรางที่จะเข้ามาแทนที่สหประชาชาติหรือเพื่อเป็นบันไดให้ทรัมป์ตั้งตนเป็นใหญ่
ฝรั่งเศสไม่ตอบรับคำเชิญและยังตำหนิทรัมป์เสียอีกที่ล้ำเส้นระเบียบกติกาของโลก ทรัมป์ก็ง้างมือเตรียมซัดกระบวนท่าที่สี่คือการขู่จะขึ้นภาษีสินค้าบางประเภทจากฝรั่งเศส
มาครงตอนนี้สภาพเหมือนจอมยุทธ์ที่ถูกซัดจนกระอักเลือด แต่จำเป็นต้องกลืนทั้งเลือดและน้ำลายในปากแล้วร้องเรียกหาประเทศที่เขาขู่ไปก่อนหน้านี้ นั่นคือ จีน
ดังนั้น ในเวทีการประชุมดาวอส 2026 มาครงจึงใช้โอกาสนี้กล่าวสุนทรพจน์พิเศษ
ตอนแรกก็ตำหนิสหรัฐฯ เสียก่อนว่า "ทำการเพิ่มพูนภาษีศุลกากรใหม่ๆ อย่างไม่สิ้นสุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับอธิปไตยเหนือดินแดน"
จากนั้นก็ตำหนิจีนพอเป็นพิธีเพื่อไม่ให้เสียหน้าที่เพิ่งบอกว่าจะเล่นงานจีนโดยบอกว่า "และการแข่งขันจากจีน ซึ่งมีกำลังการผลิตส่วนเกินมหาศาลและแนวปฏิบัติที่บิดเบือนตลาด คุกคามที่จะทำลายภาคอุตสาหกรรมและพาณิชย์ทั้งหมด"
แต่มาครงเหมารวมเกินไปหน่อยที่ยัดเยียดว่าจีนทำตัวเป็นสหรัฐฯ โดยบอกว่า "เครื่องมือใหม่ๆ เหล่านี้กำลังบั่นทอนเสถียรภาพการค้าโลกและระบบระหว่างประเทศ"
"เครื่องมือใหม่ๆ" นี้คือการที่ทรัมป์ใช้สงครามภาษีซึ่งเป็นเรื่องผิดธรรมชาติและผิดกติกาของโลก ส่วนจีนนั้นค้าขายตามปกติเพียงแค่ผิดมากกว่าประเทศอื่นถึงกับเป็นความผิดขั้นบิดเบือนตลาดได้อย่างไร ผมยังไม่เข้าใจ
แต่ก็เอาเถอะ ผมถือว่ามาครงวิจารณ์จีนเพื่อไม่ให้เสียหน้า เพราะบรรดทัดต่อๆ มาเขาพยายาม "เข้าหาจีน" อย่างที่บางคนวิเคราะห์ไว้
มาครงอธิบายสูตรที่จะใช้ปรับสมดุลการค้าโลก โดยบอกว่า ยุโรปต้องรับมือกับ "กำลังการผลิตส่วนเกินของเอเชีย" (ซึ่งไม่ได้หมายถึงจีนประเทศเดียว) และ "ยุโรปต้องเสริมสร้างเครื่องมือในการปกป้องทางการค้า รวมถึงมาตรการที่คล้ายคลึงกันเพื่อบังคับใช้มาตรฐานด้านกฎระเบียบ และเราต้องปรับปรุงคุณภาพและมูลค่าเพิ่มของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มุ่งเป้าไปที่โครงการที่มีศักยภาพในการส่งออกสูง"
จากนั้นเขาก็เอ่ยถึงจีนในทางบวก นัยว่าอยากจะให้มาร่วมมือกัน โดยบอกว่า "และนี่คือหัวใจสำคัญของการปรับสมดุลกับจีน เรายินดีต้อนรับจีน แต่สิ่งที่เราต้องการคือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของจีนในยุโรปมากขึ้น ในบางภาคส่วนสำคัญ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเรา เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีบางอย่าง "
แต่คำเชื้อเชิญนี้ก็พ่วงมาด้วยตำหนิปิดท้าย เขาบอกต่อมาว่า "ไม่ใช่แค่การส่งออกอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์บางอย่างไปยังยุโรป ซึ่งบางครั้งอาจไม่ได้มาตรฐานเดียวกัน หรือได้รับการอุดหนุนมากกว่าที่ผลิตในยุโรป"
ทั้งหมดนี้มาครงชี้แจงว่า "นี่ไม่ใช่การกีดกันทางการค้า แต่เป็นการฟื้นฟูสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกันและปกป้องอุตสาหกรรมของเรา"
แต่ผมฟังยังไงมันก็เป็นการกีดกันทางการค้าอยู่ดี
และการใช้คำว่า "กำลังการผลิตส่วนเกินของเอเชีย" ที่ท่วมยุโรปทำให้เกิดความรู้สึกหวาดกลัวเกินเหตุ (ในแง่หนึ่งมันฟังดูเหยียดเชื้อชาติด้วยซ้ำ) และไม่ได้หมายถึงจีนเท่านั้น ถ้ามันเป็นเอเชียก็ย่อมรวมถึงอินเดีย เวียดนาม หรือแม้แต่ไทยเข้าไปด้วย
ดังนั้น ความเคลื่อนไหวนี้ไทยก็ต้องจับตาดีๆ เพราะเราจะเห็นความโลเลของชาติตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาที่ the Sun sets in the west และ the Sun rises in the east
เพราะสื่อส่วนใหญ่เล่นจับประเด็นเดียวเรื่องการเชิญจีนมาลงทุน ทำให้ปั่นข่าวว่าฝรั่งเศสชวนยุโรปไปคบจีนในช่วงที่บาดหมางกับสหรัฐฯ
ความจริงก็คือ หากอ่านเนื้อหาของสุนทรพจน์ทั้งตอนต้นและตอนปลายย่อมทราบว่า มาครงหยอดคำเชิญครั้งเดียว ที่เหลือก็ยังไม่พอใจจีนอยู่ แต่ที่ต้องพูดหวานก็เพราะต้องทำให้สหรัฐฯ ระแวงกันบ้าง
โดยเนื้อหาสาระของความสัมพันธ์โลกตะวันตกและโลกตะวันออก นับวันจะมีแต่เผชิญหน้าหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยุโรปที่แม้จะถูกทรัมป์รังแก แต่ก็ยังเป็นแก๊ง "บูลลี่" แก๊งเดียวกันนั่นเอง
พวกแก๊งบูลลี่นั้นมัทั้งหัวโจกและลูกกะจ๊อก หัวโจกย่อมรังแกลูกกะจ๊อกด้วย แต่เมื่อเจอเป้าหมายการรังแกภายนอกกลุ่ม ทั้งสองย่อมร่วมมือกันโจมตีเป้าหมายนั้นพร้อมๆ กัน
ความสับสนและไม่มีเหตุผล (เช่นการใช้อำนาจข่มขู่เพื่อแสดงบารมี) ของมหาอำนาจเดิมที่กำลังเสื่อมถอยลงไปนั้นผมเคยเขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้แล้ว แต่มันไม่ใช่แค่ทรัมป์ที่เป็นตัวแทนความย้อนแย้ง มาครงก็สามารถเป็นตัวแทนนี้ได้เช่นกันจากฝั่งยุโรป
ฟังเผินๆ คำกล่าวของมาครงเหมือนจะเป็นเหตุเป็นผล คือตอนแรกก็กังวลว่าจีนจะส่งออกมายุโรปจนล้นตลาด จากนั้นก็บอกในทำนองที่ว่า "แต่เพื่อความแฟร์ จีนมาลงทุนที่ยุโรปเพิ่มสิ"
แต่การที่เขาบอกต้อนรับจีนให้มาลงทุน "ในบางภาคส่วนสำคัญ" เขาคงจำไม่ได้ว่า ยุโรปกำลังจะเล่นงานจีนเรื่องนี้อยู่
นั่นคือข่าวเมื่อวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมา ว่าคณะผู้บริหารของสหภาพยุโรปได้เสนอให้ห้ามบริษัทจากประเทศนอกสหภาพยุโรปไม่ให้เข้ามาดำเนินธุรกิจในเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของยุโรป หากบริษัทเหล่านั้นถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ถูกมองว่าเป็นการมุ่งเป้าไปที่ประเทศจีน
คณะกรรมาธิการยุโรปไม่ได้ระบุชื่อประเทศหรือบริษัทใดเป็นเป้าหมาย แต่ก่อนหน้านี้สหภาพยุโรปเคยพยายามจำกัดซัพพลายเออร์ชาวจีนในด้านที่อ่อนไหวนี้มาแล้ว (จากการายงานของ AFP)
ธุรกิจในเครือข่ายโทรศัพท์มือถือก็ถือเป็น Key sector เหมือนกัน แต่ถ้าจีนเจอตอแบบนี้ คำเชื้อเชิญของมาครงไม่ถือเป็นสายลมที่ว่างเปล่าหรอกหรือ?
ดังนั้น กระทรวงการต่างประเทศของจีน (ที่ระแคะระคายมาก่อนแล้ว) จึงเรียกร้องให้สหภาพยุโรปอย่าทำลายความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจในการลงทุนในประเทศจีน โดยกระทรวงการต่างประเทศของจีนบอกให้สหภาพยุโรปอย่าทำลายความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจในการลงทุนในประเทศจีน
กระทรวงฯ เรียกการจำกัดบริษัทจีนเป็นการ "กีดกันทางการค้าอย่างโจ่งแจ้ง" และเรียกร้องให้สหภาพยุโรปจัดสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรม โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติสำหรับบริษัทจีน (จากการรายงานของ Reuters)
ความยอกย้อน หรือจะเรียกให้ถูกกว่าคือการ "ไม่ได้เตี๊ยมกันดีๆ" ในยุโรปด้วยกันเอง ทำให้จีนไม่ได้มองว่าการเชื้อเชิญของมาครงเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ตอบสนองต่อคำกล่าวของมาครงในประเด็นที่จีนเห็นว่าเป็นตัวปัญหามากกว่า
หลังจากที่ได้ฟังคำกล่าวของมาครง กัวเจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวว่า “สาระสำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าจีน-สหภาพยุโรปอยู่ที่ข้อได้เปรียบที่เสริมซึ่งกันและกัน ผลประโยชน์ร่วมกัน และผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย” (ตามรายงานของ Global Times)
กัวเจียคุน ยังกล่าวว่า จีน “ไม่เคยจงใจแสวงหาดุลการค้าเกินดุล” และยินดีที่จะทำหน้าที่ไม่เพียงแต่เป็น “โรงงานของโลก” แต่ยังเป็น “ตลาดของโลก” อีกด้วย
กับการกีดกันการลงทุนของจีนใน Key sector ของยุโรปนั้น กัวเจียคุน กล่าวว่า "ใช้การบิดเบือนทางการเมืองภายภายใต้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคง"
และเตือนว่า “เราขอเรียกร้องให้สหภาพยุโรปหลีกเลี่ยงการเดินไปในเส้นทางที่ผิดพลาดของการกีดกันทางการค้า มิเช่นนั้น จีนจะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ที่ชอบธรรมของวิสาหกิจจีนอย่างเด็ดขาด”
เราจะเห็นว่าจีนไม่ได้ยินดีกับการเชื้อเชิญของมาครง ตรงกันข้ามจีนเลือกที่ตอบโต้ส่วนที่เป็นการตำหนิจีนของมาครง นั่นหมายความว่าจีนจะไม่เสียเวลาลงทุนที่ยุโรป หากยุโรปยังมีท่าทีแบบ "ซ่อนดาบในรอยยิ้ม" แบบนี้
ท่าทีของจีนต่อสหภาพยุโรปก็ชัดว่า "เอ็งทำข้า ข้าก็ทำเอ็งได้เหมือนกัน"
พิเคราะห์ดูแล้วผมไม่เห็นว่าท่าทีของมาครงจะเป็นการเข้าหาจีนแต่อย่างใด แต่ถ้ามาครงคิดจะเข้าหาจีนจริงๆ อย่างแรกก็คือต้องไปคุยกับสภาพยุโรปให้เรียบร้อยก่อนว่า "เราจะญาติดีกับจีนนะ" เพราะยุโรปกับจีนทะเลาะกันหนักมากในช่วงหลัง จนผมไม่เห็นทางว่าจะมาเป็นพันธมิตรกันได้อย่างไร
เพราะความ "จิ้น" ของสื่อต่างประเทศนี่เองที่ทำให้คนคิดกันไปกว่า ยุโรปที่กำลังบาดหมางกับทรัมป์คงกำลังเรียกหาจีนมาเป็นเพื่อนร่วมรุมทรัมป์แน่ๆ
สถานการณ์ทั้งเบื้องหลังข่าวก็อย่างที่เห็น ยุโรปด่าสหรัฐฯ ว่ากีดกันการค้า แต่ตัวเองก็กีดกันจีน แล้วมาครงยังวิจารณ์ลามปามมาถึง "กำลังการผลิตส่วนเกินของเอเชีย" เสียอีก
นี่คือความอลหม่านของโลกในช่วงที่มหาอำนาจกำลังทำตัวไร้เหตุผล โปรดอย่าเข้าใจว่าการทะเลาะกันของโลกตะวันตกจะนำไปสู่การที่ตะวันตกบางส่วนจะเข้าหาโลกตะวันออก เพราะความจริงแล้วสภาวะการเมืองโลกที่เรียกว่า Clash of Civilizations กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีหรอกที่คู่ปฏิปักษ์ของ Clash จะมาฟอร์มทีมกัน
มันจะยิ่งเกิด Clash ที่เราไม่เคยได้พบเห็นมาก่อนต่างหาก
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส โบกมือขณะกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีของเวทีเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอส เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2026 การประชุมเวทีเศรษฐกิจโลกจัดขึ้นที่เมืองดาวอส ระหว่างวันที่ 19 ถึง 23 มกราคม 2026