สงครามครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ที่คนไทยยังลังเลว่าควรจะยอมอ่อนข้อให้กับการกดดันจากต่างประเทศหรือไม่
แต่หลังจากที่ถูกรุมจากสิบทิศให้หยุดยิงจากกัมพูชา คนไทยก็เห็นว่า "โลกนี้ไม่มีมิตรแท้" มีแต่เราเท่านั้นที่จะตองยืนหยัด "สั่งสอนกัมพูชา" ให้รู้สึกนึกด้วยลำแข้งไทยของเราเอง
ดังนั้น ในการศึกครั้งนี้ "เลือดบางระจัน" จึงพลุ่งพล่านอย่างหนัก ความโกรธเกรี้ยวไม่ใช่จะมีแต่กับกัมพูชาเท่านั้น แต่กับทุกประเทศที่คิดจะเข้ามา "หย่าศึก"
เพราะเรารู้ทันแล้วว่าพวกที่ถือ "ธงสันติภาพ" (จอมปลอม) เข้ามาหมายจะเป็นกรรมการให้ไทยกับกัมพูชานั้น ไม่ใช่พวกที่หวังดีต่อไทย และยิ่งไม่ใช่เพื่อนที่ดีของไทย
แต่เป็นพวกที่ฉวยโอกาสอยากจะแทรกแซงการเมืองในภูมิภาค
เช่น ญี่ปุ่นที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศถออำนาจบาตรใหญ่มาบอกให้ไทยหยุดยิงกับกัมพูชา ปรากฏว่าคนไทยด่าจนเสียคน โดยไม่เห็นว่าญี่ปุ่นเป็นเพื่อนอีกต่อไป และยังสั่งสอนให้กับไปเก็บกวาดปัญหาที่นายกฯ ตัวเองก่อขึ้นกับไต้หวันและจีนเสียอีก
พูดง่ายๆ ก็คือ เรื่องในบ้านตัวเองยังวิบัติขนาดนั้น ยังแส่เข้ามาจุ้นจ้านเรื่องของไทยอีกทำไม
ท่าทีของคนไทยเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะในการสงครามกับเขมรครั้งก่อน สื่อและนักวิเคราะห์ญี่ปุ่นนี่แหละที่แสดงอาการเสียดายที่รัฐบาลของตนปล่อยให้จีนกับสหรัฐฯ เข้ามาเป็นกรรมการหย่าศึก โดยที่ญี่ปุ่นอยู่เฉยๆ ทำให้เสียดุลอำนาจในอาเซียน และอดแสดงอิทธิพลทางการของญี่ปุ่น
เห็นไหมว่าการเข้ามาขอให้หยุดยิงของประเทศหนึ่งๆ นั้นไม่ได้มีเจตนาเพื่อสันติภาพ แต่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองของตน
ส่วน อันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลย์จอมหิวแสงก็หวังจะดึงแสงเข้าตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะหมดวาระการเป็นประธานอาเซียน แต่ก็ถูกคนไทยรุมด่าจะเสียคนเหมือนกัน ความเกลียดชังอันวาร์ของคนไทยนั้นอยู่ในระดับที่สูงกว่าคนมาเลย์เกลียดชังเขาหลายเท่า จนน่ากลัวว่า หากอันวาร์จะกล้ามาเยือนไทย คงได้หนามทุเรียนติดหัวไปแน่ๆ
แม้แต่สหภาพยุโรปที่บอกให้ไทยกับกัมพูชาหยุดยิง ก็ยังถูกคนไทยไล่กลับไปดูแลเรื่องของตัวเองก่อน โดยเฉพาะสงครามยูเครน-รัสเซียที่จ่อจะลามเข้าไปในบ้านตัวเองไม่รู้เมื่อไร ในเมื่อตัวเองจะพินาศอยู่รอมร่อแล้ว จะมายุ่งเรื่องของไทยทำไม
แม้แต่บางประเทศที่อยากจะเข้ามาเป็นกรรมการแต่ก็ทำไม่สำเร็จแม้จะพยายามหลายครั้ง ครั้งนี้ก็ดูเหมือนจะล่าถอยไปอยู่ในมุมของตน เพราะเห็นแล้วว่าหากเข้ามายุ่งแค่นิดหน่อยหรือแม้แต่ใช้ถ้อยคำผิดไปเพื่ออธิบายสถานการณ์ คนไทยก็อาจจะเกรี้ยวกราดใส่ได้
ทางที่ดี หากประเทศไหนที่คิดจะคบค้ากับไทยไปนานๆ ก็ควรจะนิ่งๆ ไว้กับสงครามครั้งนี้ เพราะหากเข้ามายุ่งเรื่องการเมือง แม้รัฐบาลไทยจะยอมฟัง แต่คนไทยไม่มีทางยอม
โปรดทราบว่าความเกรี้ยวกราดของคนไทยน่ากลัวยิ่งนัก หากเข้ามาขวางก็จะมีแต่ถูกซัดจนจม
นี่เหตุผลหนึ่งที่ใครก็ยึดไทยไม่ได้ เพราะหากปลุกความเป็นคนโหดร้ายในตัวคนไทยแล้ว คนไทยก็จะโหดร้ายจนคาดไม่ถึง ไม่เชื่อลองถามศพทหารญี่ปุ่นตามอ่าวไทยดู หรือไปถามหัวกะโหลกของทหารญวนที่เกลื่อนชายแดนพนมดงรักดูก็ได้
เหมือนกับสงครามครั้งนี้ที่แสดงออกถึง "ปางพิโรธ" ของคนไทยเพราะไม่มีเมตตาการุณอีกต่อไปกับกัมพูชา จึงใส่เต็มที่และไม่มีพื้นที่ปลอดภัยเว้นวรรคให้อีก
แต่เรายังไม่ได้เอ่ยถึงทรัมป์ ซึ่งมีพลังในการกดดันสูงที่สุดในบรรดาประเทศต่างๆ เขาพร้อมจะใช้อาวุธทางการค้าบีบไทยให้หยุดยิงจนได้หรือไม่?
ก่อนอื่น เราเคยเสอนไว้แล้วว่าทรัมป์หมดความสนใจในความขัดแย้งนี้แล้วและหลังการปะทะเล็กๆ คราวก่อนทรัมป์ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาแค่ออกมาพูดพอเป็นพิธีนิดหน่อย "ถ้ามีนักข่าวถาม" แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น
คราวนี้ก็เช่นกัน มีนักข่าวจากสำนักข่าว Anadolu ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงคนหนึ่งในรัฐบาลสหรัฐฯ (เจ้าหน้าที่ผู้ไม่ประสงค์ออกนามกล่าว) เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งคำตอบก็คือ “ประธานาธิบดีทรัมป์มุ่งมั่นที่จะยุติความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และคาดหวังว่ารัฐบาลกัมพูชาและไทยจะรักษาพันธกรณีของตนในการยุติความขัดแย้งนี้อย่างเต็มที่”
คำตอบนี้ทรัมป์ไม่ได้ตอบ และยังเป็นคำตอบที่เหมือนกับตอนที่ทรัมป์ตอบเองในการปะทะครั้งก่อน
ดังนั้น ทรัมป์อาจจะไม่เข้ามายุ่งเต็มตัว อาจจะต่อสายคุยกับผู้นำไทยและกัมพูชา ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้นสุดจะคาดเดา
แต่ถ้าผู้นำของไทยออกอาการแหยเกินเหตุเหมือนที่ผ่านมาๆ ผลที่จะตามมาคือต้องรับความเกรี้ยวกราดจากพี่น้องชาวไทยแน่นอน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึงในอีกไม่กี่เดือน
ในเวลานี้คนไทยพร้อมจะรับการตอบโต้จากทรัมป์อยู่แล้ว (ถ้าทรัมป์มีเวลาพอมาสนใจเรื่องนี้)
แต่รัฐบาลนี้พร้อมที่จะรับการตอบโต้จากคนไทยหรือไม่? คือคนไทยที่ไม่ต้องการให้ชาติไหนมายุ่งเกี่ยวกับการสั่งสอนกัมพูชาแบบให้หมดสภาพความเป็นภัยคุกคามไทยอีกต่อไป
บทวิเคราะห์โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ภาพถ่ายแจกนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568 และเผยแพร่โดยสำนัก Agence Kampuchea Presse (AKP) แสดงให้เห็นทหารกัมพูชายืนอยู่บนรถถังที่บรรทุกบนรถบรรทุกริมถนนในจังหวัดพระวิหาร