ในภาษาอังกฤษมีคำๆ หนึ่งที่มีความหมายถึงการ "การทำลายไอคอน" หรือการทำลายสิ่งที่เป็นเคารพสักการะหรือบุคคลหรือองค์ที่ได้ความนิยม คือคำว่า Iconoclasm
Iconoclasm ประกอบด้วยคำว่า Icon ที่แปลว่า "สิ่งที่โดดเด่น" และคำว่า clasm แปลว่า "การทำให้แตกสลาย"
ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกับคำว่า icon กันก่อน คำๆ นี้มาจากภาษากรีกว่า εἰκών (เอคอน) ความหมายดั้งเดิมของมันคือ "การทำให้เหมือน" ซึ่งหมายถึงการทำรูปปั้นรูปเขียนเหมือนกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยเฉพาะรูปเหมือนของสิ่งที่ได้รับความเคารพ เช่น รูปเทพเจ้า หรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ใหญ่
ดังนั้นในเวลาต่อมา คำว่า icon จึงมีความหมายในภาษาอังกฤษว่าในทำนองเกี่ยวกับการเป็น "บุคคลตัวอย่าง" "บุคคลต้นแบบ" ที่ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ (เหมือนกับเทพเจ้า) และมีคำวิเศษณ์ขยายความต่อมาคือคำว่า iconic คือ "สิ่งที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ และมีชื่อเสียงเป็นตัวแทนของคนทั่วไป"
ดังนั้น เมื่อมีใครสักคนใช้คำว่า icon มันจึงมีความหมายถึงการเป็นบุคคลที่โดดเด่นอย่างมากเหนือคนธรรมดาสามัญ เช่น คนที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจที่ไม่มีใครเทียบได้
แต่โปรดสังเกตว่า icon ใช้อักษรตัวเล็กทั้งหมด เพราะหมายถึงมนุษย์เดินดิน แต่ถ้าใช้ตัวใหญ่และเติมคำนำหน้านามว่า The Icon มันจำหมายถึง "รูปเคารพของพระเจ้าที่สำคัญอย่างยิ่งยวด"
อย่างไรก็ตาม การเป็น The Icon หรือสตัวแทนของพระเจ้า ไม่ใช่เครื่องรับประกันว่าจะรอดพ้นจาหายนะและการถูกทำลาย ดังนั้นมันจึงมีคำว่า Iconoclasm
ความหมายดั้งเดิมของ Iconoclasm คือการทำลายรูปเคารพทางศาสนา หรือ Icon (ปัจจุบันว่า Icon ในความหมายนี้ยังใช้กันอยู่ในคริสตศาสนานิกายออร์ทอดอกซ์) โดยเฉพาะในยุคแรกๆ ที่คริสตศาสนากลายเป็นศาสนาหลักของจักรวรรดิโรมัน มีทัศนะที่แตกแยกกันมากมายเรื่องการบูชารูปเคารพของ "พระเจ้า" เช่นฝ่ายหนึ่งเห็นว่าสมควรมีรูปเคารพของบคคลสำคัญทางศาสนา คนกลุ่มนี้เรียกว่า Iconolatry ที่แปลว่า "พวกที่เคารพรูปบูชา" กับพวกที่ชี้ให้เห็นว่าการทำแบบนั้นขัดต่อหลักศาสนา และจะต้องทำลาย หรือพวก Iconoclast
ความขัดแย้งนี้ลุกลามไปถึงฝ่ายปกครองอาณาจักร และหากจักรพรรดิองค์ใดมีแนวคิดแบบ Iconoclasm ก็จะมีโองการให้ทำลายรูปเคาพทางศาสนา
เช่น ในจักรวรรดิโรมันตะวันออก หรือบีแซนทีน (Byzantine Empire) ในฤดูร้อนปี ค.ศ. 726 ในทะเลอีเจียนระหว่างเกาะธีรา (ปัจจุบันคือเกาะซานโตรินี) และธีราเซีย เกิดแผ่นดินไหวเพราะภูเขาไฟใต้น้ำ จนคาว่าทำให้เกิดคลื่นสึนามิและการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก จักรพรรดิลีโอที่ 3 ตีความว่าเหตุการณ์นี้คือการพิพากษาลงโทษจักรวรรดิโดยพระเจ้า และตัดสินว่าการใช้รูปเคารพเป็นความผิด ดังนั้นจึงมีการทำลายรูปเคารพทางศาสนาครั้งแรก ระหว่างปี ค.ศ. 726 และ ค.ศ. 787 หรือที่เรียกว่า First Iconoclasm
เหตุผลของการทำลายไอค่อน ระบุไว้ในการประชุมศาสนาแห่งเยเรีย (Council of Hieria) เอาไว้ว่า “ซาตานหลอกลวงมนุษย์จนพวกเขาบูชาสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นแทนที่จะบูชาพระผู้สร้าง ธรรมบัญญัติของโมเสสและผู้เผยพระวจนะร่วมมือกันเพื่อขจัดความหายนะนี้...แต่พลังแห่งความชั่วร้ายที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้...ค่อยๆ นำการบูชารูปเคารพกลับมาภายใต้รูปลักษณ์ของศาสนาคริสต์”
การทำลายรูปเคารพครั้งที่สอง หรือ Second Iconoclasm เกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 814 ถึง 842 ในสมัยจักรพรรดิเลโอที่ 5 แห่งอาร์เมเนียทรงสถาปนายุคการทำลายรูปเคารพครั้งที่สอง ซึ่งอาจเกิดจากแรงผลักดันจากความล้มเหลวทางทหาร แล้วเห็นว่าเป็นสัญญาณแห่งความไม่พอพระทัยของพระเจ้า หลังจากนั้นก็ยังมีการโต้เถียงเรื่องนีกันอยู่ตลอดในจักรวรรดิโรมันตะวันออก ส่วนที่จักรวรรดิโรมันตะวันตก หรือกรุงโรม ซึ่งได้ล่มสลายลงไปแล้ว แต่มีพระสันตะปาปาเป็นประมุขศาสนาที่นั่น การทำ Iconoclasm ที่จักรวรรดิโรมันตะวันออกทำให้ฝ่ายตะวันตกไม่พอใจอย่างมาก จนสมเด็จพระสันตปาปาเกรกอรีที่ 3 ทรงประกาศขับไล่ผู้ที่ทำลายรูปเคารพทั้งหมดออกจากศาสนา
การทำ Iconoclasm ยังเกิดขึ้นในโลกตะวันตกด้วย โดยเฉพาะในยุคปฏิรูปศาสนา (Reformation era) ในศตวรรษที่ 16 ซึ่งทำให้เกิดศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ มีการทำลายรูปเคารพทางศาสนามากมายในวงกว้างในดินแดนที่นับถือนิกายโปรแตสแตนท์ ดังนั้น จุดเด่นประการหนึ่งที่ทำให้แยกแยะศาสนสถานของนิกายโปรแตสแตนท์กับนิกายคาทอลิกและนิกายออมอร์ดอกซ์ที่นับถือรูปเคารพทางศาสนา ก็คือ โบสถ์ของนิกายโปรแตสแตนท์มักจะไม่มีรูปเคารพทางศาสนา หรือแม้แต่รูปประดับสถานที่ บางแห่งมีเพียงไม้กางเขนเท่านั้น
ในเวลาต่อมาคำว่า Iconoclasm กลายเป็นคำที่มีความหมายกว้างกว่าการทำลายรูปเคารพ เช่นใน Oxford English Dictionary นิยามเอาไว้ว่าคือการทำลาย "ความเชื่ออันเป็นที่รักหรือสถาบันที่ได้รับการยกย่องเพราะมีเหตุผลว่าเป็นสิ่งที่ (มีแนวคิด) ผิดพลาดหรือเป็นอันตราย"
ให้นิยามของคำว่า iconoclastic เอาไว้ว่า ลักษณะของการ "ต่อต้านความเชื่อและประเพณีที่ยอมรับโดยทั่วไปอย่างรุนแรง"
คำว่า Iconoclasm ในปัจจุบันจึงไม่เกี่ยวกับศาสนาอีกต่อไป แต่เป็นการทำลายแนวคิดแบบเดิมๆ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าแนวคิดเดิมจะเป็นเรื่องที่ผิด แต่บางนิยามกลับชี้ให้เห็นว่า การทำ Iconoclasm คือการทำลายแนวคิดเดิมที่ผิดเพี้ยนและเป็นอันตรายด้วยซ้ำ
ทีมข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - (TOPSHOT) - ภาพถ่ายนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2024 ระหว่างการทัวร์สื่อที่จัดโดยยูเครน แสดงให้เห็นรูปปั้นของวลาดิมีร์ เลนิน ผู้ก่อตั้งสหภาพโซเวียตที่ได้รับความเสียหายในเมืองซูดจาของรัสเซียที่อยู่ภายใต้การควบคุมของยูเครน ในภูมิภาคเคิร์สก์ ท่ามกลางการรุกรานยูเครนของรัสเซีย (ภาพโดย Yan DOBRONOSOV / AFP)