“ชวน” ชี้ องค์กรอิสระเป็นกลไกสำคัญตรวจสอบการใช้อำนาจ แต่กำลังโดนแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง เตือน ต้องยึดความซื่อสัตย์-เที่ยงตรง -ธรรมาภิบาล ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของชาติ
คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนาหัวข้อ “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” โดยมีนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา และนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI ร่วมปาฐกถาพิเศษ
นายชวนกล่าวว่า โครงสร้างการปกครองของไทยเดิมยึด 3 อำนาจหลัก ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2475 แม้การเมืองไทยจะมีความเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง แต่ปัญหาไม่ได้เกิดจากโครงสร้างเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากเหตุการณ์ทางการเมืองและการยึดอำนาจที่เกิดขึ้นหลายครั้ง
นายชวนกล่าวว่า ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ได้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งยังคงโครงสร้าง 3 อำนาจเช่นเดิม แต่ได้จัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นหลายองค์กร เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่งเสริมประชาธิปไตย และดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม
โดยองค์กรอิสระถูกออกแบบให้เข้ามาตรวจสอบทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการ รวมถึงการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน ขณะที่รัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติของบุคลากรในองค์กรเหล่านี้ว่าต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
นายชวนกล่าวถึงการทำงานของ กกต.ว่า ในช่วงแรกสามารถดำเนินการกับผู้กระทำผิดได้อย่างน่าเชื่อถือ แต่ต่อมามีข้อครหาต่อการทำงานของ กกต.บางชุด รวมถึงกรณีกรรมการ กกต.ชุดที่ 2 จำนวน 3 คน ถูกจำคุกในคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 และยังมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเรียกรับเงินเพื่อเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง
นายชวนกล่าวว่า การเกิดขึ้นขององค์กรอิสระทำให้ระบบตรวจสอบการใช้อำนาจมีความเข้มข้นขึ้น หลายเรื่องสามารถสิ้นสุดกระบวนการได้ที่องค์กรเหล่านี้ ขณะที่บางกรณีต้องส่งให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย โดยองค์กรอิสระมีบทบาทตั้งแต่การสืบสวนสอบสวน
นายชวนกล่าวว่า หลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ การแทรกแซงทางการเมืองเริ่มเกิดขึ้น รวมถึงการที่ฝ่ายบริหารเข้าไปล่วงล้ำอำนาจของฝ่ายตุลาการ พร้อมยกตัวอย่างกรณีการ “ฆ่าตัดตอน” ในช่วงเวลานั้น
“องค์กรอิสระมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่กลับมาเลวร้ายเนื่องจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง และวันนี้ก็กำลังจะกลายเป็นโจทก์” นายชวนกล่าว
นายชวนยังกล่าวถึงการพิจารณางบประมาณปี 2570 ซึ่งมีการคัดค้านการจัดสรรงบประมาณให้ กกต. เนื่องจากองค์กรต้องเพิ่มบุคลากรอีกหลายพันคน ทำให้เกิดภาระด้านงบประมาณและภาษีของประชาชน พร้อมตั้งคำถามว่า หากองค์กรอิสระไม่สามารถทำหน้าที่ตามบทบาทที่รัฐธรรมนูญกำหนดเพื่อเสริมประสิทธิภาพของประชาธิปไตยได้ ก็อาจทำให้องค์กรเหล่านี้ล้มเหลว
นายชวนระบุว่า ขณะนี้การแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองมีความรุนแรงจนน่าตกใจ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะองค์กรอิสระ แต่รวมถึงองค์กรต่าง ๆ ที่มีความพยายามส่งบุคคลของฝ่ายการเมืองเข้าไปดำรงตำแหน่ง พร้อมตั้งคำถามว่าประเทศไทยกำลังจะเดินกลับไปสู่ประวัติศาสตร์เดิมหรือไม่
“ท่านจะเอาประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือ แต่หนี้บุญคุณที่นักการเมืองทำไว้ ทำให้องค์กรเหล่านี้ผมเชื่อว่าลังเลใจ ลำบากใจ เพราะครั้นจะไม่ปฏิบัติตามก็ถูกกดดัน การแทรกแซงไม่ใช่เฉพาะในองค์กรอิสระ ความจริงแล้วทุกองค์กรส่งคนตัวเองเข้าไปอยู่หมด ทั้งหมดเป็นการเข้าไปยึดครองอย่างน่าตกใจ” นายชวนกล่าว
นายชวนกล่าวต่อว่า องค์กรอิสระมีบทบาทเชิงบวกต่อระบบประชาธิปไตย เพราะช่วยให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพและแบ่งเบาภาระของศาลยุติธรรม แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ “ธุรกิจการเมือง” เข้ามาแทรกแซง โดยนักการเมืองบางกลุ่มมองการเมืองเป็นเรื่องของการลงทุน ซื้อ สส. ซื้อเสียง และหวังผลตอบแทน ทำให้ผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำงานขององค์กรตรวจสอบ
นายชวนกล่าวว่า องค์กรอิสระใช้งบประมาณปีละกว่า 20,000 ล้านบาท จึงต้องตอบให้ได้ว่างานที่ดำเนินการอยู่สามารถตอบสนองต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและคุ้มค่ากับงบประมาณของประเทศหรือไม่
พร้อมย้ำว่า ผู้บริหารและบุคลากรขององค์กรอิสระต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต มีธรรมาภิบาล และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงตรง ไม่เกรงใจฝ่ายการเมืองหรือผู้มีอำนาจ เพราะการตอบแทนบุญคุณไม่ควรนำผลประโยชน์ของชาติมาแลกเปลี่ยน
“ถึงท่านได้เป็นเพราะของช่วยก็ตาม แต่บัดนี้ท่านได้เป็นก็ต้องทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ต้องยึดหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และเชื่อว่าองค์กรอิสระเป็นประโยชน์ต่อการปกครองได้อย่างแท้จริง” นายชวนกล่าว