"สวนดุสิตโพล" เผย 38.28% ค่อนข้างสนใจติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล อยากให้ซักฟอกมากที่สุดคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และ 54.30% ไม่เชื่อว่าการอภิปรายจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้จริง
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ประชาชนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,267 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 18-21 ส.ค. 2569
ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 38.28 ค่อนข้างสนใจติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่กำลังจะมีขึ้น โดยเรื่องที่อยากให้มีการอภิปรายมากที่สุด คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ร้อยละ 80.58 รองลงมาคือ ทุจริตสอบท้องถิ่น ร้อยละ54.54 กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 54.30 ไม่เชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้สำหรับสิ่งที่อยากเห็นภายหลังการอภิปรายคือ ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องจริงจัง ร้อยละ 56.99 และเห็นว่า สถานการณ์การเมืองไทยโดยรวมหลังจากการอภิปรายนี้ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 50.28
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ประชาชนมากกว่าครึ่งยังไม่เชื่อว่าการอภิปรายจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้และมองว่าหลังการอภิปรายสถานการณ์การเมืองไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจึงเป็นการติดตามตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างจริงจัง การชี้แจงข้อสงสัย และการแสดงความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าการอภิปรายครั้งนี้จะสร้างผลทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด
อาจารย์นนทวัฒน์ สุวรรณ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ สะท้อนว่าประชาชนยังให้ความสำคัญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในฐานะกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐบาลแต่คาดหวังให้เกิดผลในทางปฏิบัติมากกว่าการอภิปรายและลงมติในรัฐสภา ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และการทุจริต ในระบบราชการยังคงเป็นปัจจัยส าคัญที่ประชาชนใช้ประเมินประสิทธิภาพและความชอบธรรมของรัฐบาล ขณะเดียวกันประชาชนยังให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบทางการเมือง (Political Accountability) โดยต้องการให้ข้อกล่าวหาจากการอภิปรายได้รับการติดตามและตรวจสอบอย่างจริงจัง จึงกล่าวได้ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่ควรสิ้นสุดเพียงการลงมติในรัฐสภา แต่ควรนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้จึงควรใช้โอกาสจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ในการยกระดับความเชื่อมั่น ความชอบธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมืองของไทยในระยะยาว
