พชร ชี้กระแสกดดันตัดงบรายจ่ายบุคลากรภาครัฐเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ผยต้นตอวิกฤตงบประมาณมาจากโครงสร้าง ยื่นข้อเสนอ 3 แนวทางรื้อระบบภาษี อุดรูรั่วรากฐานประเทศ 5 ด้านที่กำลังถดถอย
กรรมการ ก.ล.ต. เปิดมุมมองต่อการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี ชี้กระแสสังคมด่วนสรุปพุ่งเป้าตัดรายจ่ายบุคลากรภาครัฐเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและรักษาตามอาการ เตือนปัญหาที่แท้จริงเกิดจากโครงสร้างการจัดเก็บรายได้และฐานภาษีที่แคบผิดปกติ มีคนเสียภาษีบุคคลธรรมดาจริงเพียงร้อยละ 11.67 ของกำลังแรงงาน พร้อมแนะรัฐเร่งปฏิรูประบบภาษีดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าระบบ และจัดสรรงบประมาณยกระดับรากฐานประเทศ 5 ด้านที่กำลังถดถอย
นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวถึงการถกเถียงเรื่องร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีว่า การมุ่งปฏิรูปงบประมาณด้วยการตัดรายจ่ายบุคลากรเพียงอย่างเดียวไม่ใช่หลักคิดที่ถูกต้อง ปัญหาต้นเหตุอยู่ที่ฝั่งรายได้ของรัฐ โดยอ้างอิงข้อมูลวิชาการจากสำนักงบประมาณของรัฐสภา พบว่าจากกำลังแรงงาน 40.53 ล้านคน มีผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจริงเพียง 4.73 ล้านคน (ประมาณร้อยละ 11.67) เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ภาระภาษียังกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มผู้มีเงินได้สุทธิเกิน 1 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมีเพียง 4 แสนคน แต่กลับเป็นผู้จ่ายภาษีสูงถึงร้อยละ 72.8 ของมูลค่าภาษีทั้งหมด สอดคล้องกับขนาดเศรษฐกิจนอกระบบของไทยที่สูงถึงร้อยละ 42.5 ของ GDP
นายพชร ระบุว่า จากการพยากรณ์รายได้ภาครัฐ 5 ปี (ฉบับเดือนพฤษภาคม 2569) แม้ตัวเลขรายได้รวมจะดูโตขึ้น แต่สัดส่วนรายได้จัดเก็บต่อ GDP กลับลดลงต่อเนื่องจากร้อยละ 18.11 ในปีงบประมาณ 2569 จะเหลือเพียงร้อยละ 16.97 ในปี 2573 สะท้อนให้เห็นว่าขีดความสามารถทางการคลัง (Fiscal Capacity) ของรัฐบาลมีแนวโน้มลดลงในระยะกลาง
"หัวใจของเรื่องทั้งหมดคือ ถ้าเศรษฐกิจโตแต่รัฐเก็บรายได้ตามไม่ทัน แปลว่ารูรั่วอยู่ที่โครงสร้างการจัดเก็บ จึงต้องแก้ไขที่ต้นเหตุก่อนที่จะมองไปที่ปลายเหตุของการจัดสรร"
นายพชร ยังแสดงความกังวลถึงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ โดยยกข้อมูลจาก IMD World Competitiveness Ranking 2026 แม้อันดับความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของไทยจะขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 26 และอันดับการศึกษาขึ้นมาอยู่ที่ 52 ของโลก แต่เมื่อเจาะลึกรายละเอียดกลับพบว่า ทักษะภาษาต่างประเทศของคนไทยร่วงลง 5 อันดับ และทักษะแรงงานระดับสูงดิ่งลงถึง 8 อันดับ สะท้อนว่าการลงทุนงบประมาณด้านการศึกษาของไทยในปัจจุบันยังไม่ตรงจุด
เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน นายพชร ได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูประบบภาษีใน 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย:
-
ขยายฐานผู้เสียภาษีผ่านระบบดิจิทัล: ดึงธุรกรรมผ่าน e-Payment มาเป็นข้อมูลภาษีอัตโนมัติ เพื่อดึงแรงงานนอกระบบเกือบ 21 ล้านคนเข้าสู่ระบบโดยไม่ต้องบังคับ
-
รักษาความเสมอภาค: ห้ามยกเว้นภาษีเป็นรายกรณีเพื่อผลประโยชน์เฉพาะ ซึ่งจะกัดเซาะฐานภาษีจากภายใน
-
ปรับโครงสร้างลดความเหลื่อมล้ำ: รักษาโครงสร้างภาษีขั้นบันได และผูกเงื่อนไขการลดภาษีนิติบุคคลเข้ากับการลงทุนจริง ไม่ใช่การลดแบบถาวร
นายพชร กล่าวทิ้งท้ายว่า เม็ดเงินที่ได้จากการปฏิรูปภาษี ต้องนำมาวางรากฐานประเทศใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ ระบบยุติธรรมและความปลอดภัย, ระบบสาธารณสุข, ระบบการศึกษา, ระบบคมนาคม และระบบสังคมที่ส่งเสริมความแข็งแกร่งของครอบครัว ซึ่งปัจจุบันไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ขาดพร้อมกันทุกด้าน เห็นได้จากปัญหาการเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม ทักษะแรงงานระดับสูงที่ถดถอย และหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึงร้อยละ 86.7 ของ GDP ดังนั้นโจทย์การปฏิรูปงบประมาณในวันนี้ จึงต้องปรับวิธีหารายได้ ขยายฐานภาษี และจัดสรรทรัพยากรให้ตอบโจทย์รากฐานทั้ง 5 ด้านอย่างเป็นธรรม