พระปกเกล้าโพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง เลือกตั้งกทม.2569 โค้งสุดท้าย ให้ ‘ชัชชาติ’ ชนะขาด 53.6% ส่วน สนาม ส.ก. พรรคส้มได้ 22 ที่นั่ง ยังไม่ถึงเสียงข้างมาก
สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง กทม. 69 โค้งสุดท้าย: ทิศทางการเลือก ผู้ว่าฯ และ ส.ก. คนใหม่ (ครั้งที่ 3)” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐาน วิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 26 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 22-25 มิ.ย. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่วกรุงเทพมหานคร จำนวน 2,150 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
1. โค้งสุดท้ายคะแนนเริ่มนิ่ง ชัชชาติทะลุครึ่ง — คนลังเลลดฮวบ
•“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” มีคะแนนนำชัดเจนที่ 53.6% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2
•รองลงมา คือ “ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” 12.0%, “ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” 9.8%, “อนุชา บูรพชัยศรี” 6.6%, “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” 2.3% และผู้สมัครอื่น ๆ 9.9% ขณะที่ “คนยังไม่ ตัดสินใจ” ลดลงมาก เหลือเพียง 4.9%
➡ สนามผู้ว่าฯ กทม. เข้าสู่ภาวะ “คะแนนตกผลึก” มากขึ้นอย่างชัดเจน ในโค้งสุดท้าย แต่ในทาง การเมือง การนำในโพลยังไม่เท่ากับผลเลือกตั้งจริง เพราะตัวแปรสำคัญในช่วงท้ายคือ “การออกมาใชส้ ิทธิ ของฐานสนับสนุนแต่ละฝ่าย”
2. “สภา ส.ก. หลายขั้ว” — ผู้สมัคร “พรรคประชาชน” จ่อเป็นกลุ่มใหญ่สุด แต่ยังไม่ถึงเสียงข้างมาก
• สนาม ส.ก. มีแนวโน้มเป็น “สภาหลายขั้ว” โดยคาดการณ์ว่า ผู้สมัครจากพรรคประชาชนจะได้มาก ที่สุด 22 ที่นั่ง (±2) ตามด้วยกลุ่มคนทำงาน กทม. 10 ที่นั่ง (±2), พรรคเพื่อไทย 6 ที่นั่ง (±2), พรรคประชาธิปัตย์ 6 ที่นั่ง, กลุ่ม Better Bangkok 2 ที่นั่ง และ กลุ่มอิสระอื่น ๆ 4 ที่นั่ง
➡ แม้สนามผู้ว่าฯ จะมีแนวโน้มชัด แต่สนาม ส.ก. ยังสะท้อนการกระจายตัวของฐานเสียง ทำให้หลัง เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่อาจไม่ได้เผชิญโจทย์เรื่อง “ความชอบธรรมจากคะแนนเลือกตั้ง” เพียงอย่าง เดียว แต่ต้องเผชิญโจทย์ “ความสามารถในการทำงานกับสภา กทม.” ด้วย
3. ฐานเดิมแน่น ฐานข้ามพรรคกว้าง: “ชัชชาติ” นำทุกวัย-ทุกเขตชั้น — “ดร.โจ” มีแรงส่งในฐานสม้ และคนรุ่นใหม่
•ฐานเสียงผู้ว่า กทม. ปี 2565: ผู้ที่เคยเลือกชัชชาติ ในปี 2565 ยังเลือก “ชัชชาติ”อีกถึง 80.2% ขณะที่ฐานผู้เลือกวิโรจน์เดิมเทไปทาง “ดร.โจ ชัยวัฒน์” สูงสุด 55.5%
•ฐานเสียง ส.ก. ปี 2565: ทุกฐาน ส.ก. ปี 65 จะเลือก “ชัชชาติ” สูงสุด ยกเว้น ฐาน ส.ก. ที่เคย เลือกพรรคก้าวไกลเดิม จะเลือก “ดร.โจ ชัยวัฒน์” สูงสุด 44.1%
•ฐานเสียง ส.ส. เขต ครั้งล่าสุด 8 ก.พ. 69: ทุกฐานพรรคการเมือง จะเลือก “ชัชชาติ” สูงสุด ยกเว้น ฐานที่เคยเลือกพรรคประชาชน จะเลือก “ดร.โจ ชัยวัฒน์” สูงสุด 40.3%
•เขตชั้นของ กทม.: “ชัชชาติ” นำทุกเขตชั้น โดยได้ 54.4% ในเขตชั้นใน, 51.9% ในเขตชั้นกลาง และ 54.8% ในเขตชั้นนอก ขณะที่ “ดร.โจ ชัยวัฒน์” มีคะแนนเด่นในเขตชั้นกลาง 19.2%
•ช่วงวัย: “ชัชชาติ” มีคะแนนนำใกล้เคียงกันทุกช่วงวัย อยู่ที่ประมาณ 52.6–53.9% ขณะที่ “ดร.โจ ชัยวัฒน์” มีคะแนนสูงสุดในกลุ่มอายุ 18–27 ปี ที่ 18.3%
สะท้อนว่า ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. “ชัชชาติ” มีความได้เปรียบจากการเป็นผู้สมัคร ที่มี “ฐานเสียงกว้าง” ทั้งในแง่ฐานเสียงเดิม ฐานข้ามพรรค ช่วงอายุ และพื้นที่เขตชั้นของ กทม. กล่าวคือ คะแนนไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระจายตัวอยู่ในหลายฐานพร้อมกัน แต่สนามนี้ยังมีจุด แข่งขันสำคัญ โดยเฉพาะฐาน “ผู้เลือกวิโรจน์/ก้าวไกลเดิม ฐานผู้เลือกพรรคประชาชนในการเลือกตั้ง ส.ส. ล่าสุด และกลุ่มคนรุ่นใหม่” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ “ดร.โจ” มีแรงส่งชัดเจนกว่าในฐานอื่น ๆ สนามนี้จึงไม่ได้เป็น เพียงการแข่งขันเพื่อสร้างการรับรู้แล้ว แต่เป็นการแข่งขันเพื่อ “รักษาคะแนนเดิม–เร่งคนสนับสนุนให้ ออกมาใช้สิทธิ” มากกว่าเดิม ขณะที่ผู้ท้าชิงต้องเร่งเปลี่ยนคะแนนนิยมเฉพาะกลุ่มให้กลายเป็นคะแนนจริง ในวันเลือกตั้ง พร้อมทั้ง ขยายคะแนนออกนอกฐานเดิมให้ได้ในช่วงเวลาที่เหลือ
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 26 ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่า สนามผู้ว่าฯ กทม. ใกล้เข้าสู่ภาวะคะแนนตกผลึก โดยผู้สมัครนำมีคะแนน เกินครึ่ง และกลุ่มยังไม่ตัดสินใจลดลงอย่างมาก ขณะเดียวกัน สนาม ส.ก. กลับเป็นโจทย์ที่น่าจับตาไม่น้อย กว่าสนามผู้ว่าฯ เพราะมีแนวโน้มเป็นสภาหลายขั้ว นั่นหมายความว่า หลังเลือกตั้ง คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ เพียงใครชนะผู้ว่าฯ แต่คือ “ผู้ว่าฯ คนใหม่จะบริหารเมืองร่วมกับสภา กทม. ที่หลากหลายได้อย่างไร” และ “จะเปลี่ยนคะแนนนิยมในวันเลือกตั้งให้เป็นความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายจริงได้มากน้อย เพียงใด”

