ยันกัมพูชานั่งบอร์ดมรดกวัฒนธรรม UNESCO ไม่กระทบสิทธิ์ไทยยื่นจด "มวยไทย-ชุดไทยพระราชนิยม" ชี้ระบบเป็นพหุภาคี คัดค้านตามใจชอบไม่ได้ ลั่นไทยหลักฐานวิชาการปึ้ก แถมนั่งบอร์ดบริหารชุดใหญ่ยาวถึงปี 2029
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงกรณีที่ประเทศกัมพูชาได้รับเลือกให้เข้าเป็นสมาชิกในคณะกรรมการระหว่างรัฐบาล เพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ภายใต้อนุสัญญาปี 2003 ขององค์การยูเนสโก วาระปี 2569 - 2573 โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า กรณีดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อสิทธิในการยื่นจดทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยอย่างแน่นอน
นางสาวซาบีดา ชี้แจงว่า ระบบการทำงานของ UNESCO เป็นการดำเนินงานในรูปแบบพหุภาคี และมีมาตรฐานสากลที่ชัดเจน การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งได้เข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการ ไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิ์ขาดหรือมีอำนาจเหนือกระบวนการพิจารณา และไม่สามารถทำการคัดค้านหรือโต้แย้งมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศอื่นตามอำเภอใจได้ เนื่องจากทุกอย่างต้องตัดสินกันด้วยความถูกต้องของข้อมูลทางวิชาการที่รอบด้านและครอบคลุมทุกมิติ
นอกจากนี้ รมว.วัฒนธรรม ยังได้เปิดเผยข้อมูลโครงสร้างเพื่อให้ประชาชนคลายความกังวลว่า ในปัจจุบันประเทศไทยเองก็ดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารของยูเนสโก หรือ UNESCO Executive Board มาตั้งแต่ปี 2025 และจะมีวาระยาวไปจนถึงปี 2029 (วาระ 4 ปี)
บอร์ดบริหารชุดนี้ถือเป็น "คณะกรรมการชุดใหญ่" ที่มีหน้าที่สำคัญในการกำหนดทิศทางขององค์กร รวมถึงกำกับดูแลทุกๆ ภารกิจของ UNESCO โดยในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก มีประเทศที่ร่วมเป็นกรรมการในชุดนี้ ได้แก่ ไทย, เวียดนาม, อินเดีย, เกาหลีใต้, จีน, ปากีสถาน และมาเลเซีย
สำหรับความคืบหน้าในการยื่นเอกสารเพื่อขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของไทย โดยเฉพาะรายการสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจอย่าง "มวยไทย" และ "ชุดไทยพระราชนิยม" นั้น กระทรวงวัฒนธรรมมีความมั่นใจในความแน่นหนาของเอกสารและหลักฐานอย่างฉลุย
"กระบวนการกลั่นกรองของ UNESCO จะต้องผ่านการตรวจสอบทางวิชาการจากคณะผู้ประเมินอิสระ (Evaluation Body) ซึ่งในส่วนของประเทศไทย เราเตรียมข้อมูลหลักฐานทางวิชาการไว้ครบถ้วนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาการออกแบบ หลักฐานภาพถ่ายทางวิชาการ ตลอดจนหลักฐานการใช้งานจริงที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของสังคมไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน" น.ส.ซาบีดา กล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมได้บูรณาการและประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนการทำงานเชิงรุกในการปกป้องและผลักดันมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติสู่เวทีโลก พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์การขึ้นทะเบียนอย่างใกล้ชิดเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ