“อนุทิน” เผยนาทีดึงข้อศอก “ฮุน มาเนต” เคลียร์ใจปมชายแดน ย้ำไทยยึดจุดยืน UNCLOS ลั่นถ้าใช้มาตรการบังคับ พร้อมเบรกเจรจาทุกกรอบ ชี้คำว่า “เปิด-ปิดด่าน” เป็นคำต้องห้าม ไม่กล้าพูดกลัวคนไทยโกรธ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความมั่นคงและแนวทางการเฝ้าระวังบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
นายอนุทิน เปิดเผยว่า ในระหว่างที่นั่งอยู่ในห้องพักคอย ตนได้มีโอกาสพูดคุยกับ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนและสถานะของประเทศไทย รวมถึงแนวทางที่ไทยจะดำเนินการ
ทั้งนี้ ได้มีการหยิบยกเรื่องอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) รวมถึงท่าทีของไทยต่อการเจรจาในกรอบอื่น ๆ เช่น กรอบคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ขึ้นมาพูดคุย โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่า
“ถ้า UNCLOS ยังไปในแนวของการประนีประนอมภาคบังคับ ถ้ามีคำว่าบังคับเมื่อไหร่ เราก็คงต้องหยุดการเจรจาในกรอบอื่นๆ ก่อน ก็เป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลไทยได้วางเอาไว้”
ส่วนในเรื่องความพร้อมบริเวณชายแดน ยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมและมีการเฝ้าระวังรักษาอธิปไตยอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การพูดคุยกันสองต่อสองในลักษณะนี้ ทางผู้นำกัมพูชาได้ให้คำมั่นว่าจะไม่เปิดศึกอีกใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เวลาไม่ได้มีมากขนาดนั้น เป็นเพียงลักษณะของการ “ดึงข้อศอกมาคุยกัน” เท่านั้น ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างเตรียมตัวมาอยู่แล้วตามมารยาทและธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูต จึงไม่ได้มีอะไรเหนือความคาดหมาย
เมื่อถามต่อว่า ทางกัมพูชาได้ชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทางนายฮุน มาเนต ยืนยันว่าไม่ต้องการให้มีความขัดแย้ง ซึ่งตนก็ตอบกลับไปว่าประเทศไทยยิ่งไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งเช่นกัน
“สิ่งที่เกิดขึ้น มันบั่นทอนความรู้สึกคนไทย เขาก็บอกว่าบั่นทอนคนของเขาเหมือนกัน อย่างนี้ก็ต้องหาแนวทางที่จะเดินหน้ากันต่อไป แต่ปัจจุบันยังไม่ใช่แนวทางที่เราเสนอไปให้พูดคุยกันก่อน แต่เขาเลือกแนวทางภาคบังคับ เราก็ตั้งตัวแทนของเราไป ถ้าชอบเราก็รับ ไม่ชอบเราก็ไม่รับ” นายอนุทิน ระบุ
นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวซักถามว่า ได้มีการพูดคุยถึงประเด็นการเปิดด่านชายแดนด้วยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบปฏิเสธทันที โดยระบุว่า
“เปิดด่านปิดด่าน มันคำต้องห้ามอยู่แล้ว ตนไม่ไปจั๊กจี้ไปพูดหรอก เดี๋ยวคนไทยโกรธตาย ไม่เอา” นายกรัฐมนตรี กล่าวในตอนท้าย