ปชน. กางยุทธศาสตร์โต้ รมว.ต่างประเทศ จี้รัฐบาลส่งนักกฎหมายสากลสู้ปมเขมรยื่นประนอมภาคบังคับ

ปชน. กางยุทธศาสตร์โต้ รมว.ต่างประเทศ จี้รัฐบาลส่งนักกฎหมายสากลสู้ปมเขมรยื่นประนอมภาคบังคับ
ปชน. ซัด รมว.ต่างประเทศ อย่าพูดปลอบใจตัวเองปมกัมพูชายื่น “ประนอมภาคบังคับ” ยันไทยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ชี้ฉีก MOU44 ทำไทยเสียเปรียบ-ตกเป็นจำเลยโลก จี้ส่งนักกฎหมายระดับสากลสู้คดีใน 21 วัน

"สรศักดิ์" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ติงคำแถลง รมว.ต่างประเทศ ปมกัมพูชายื่นใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ชี้คำว่า “ภาคบังคับ” ไทยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เตือนรัฐบาลอย่าประมาทโมเดล “ติมอร์-ออสเตรเลีย” ชี้แม้ผลไม่ผูกมัดแต่สร้างแรงกดดันโลกบีบไทยถอย จี้ส่งนักกฎหมายระดับสากลสู้คดีภายใน 21 วัน วางยุทธศาสตร์เชิงรุก อย่าปล่อยให้ไทยตกเป็นจำเลยโลก

นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงต่อคณะทูต 67 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ กรณีที่กัมพูชายื่นใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)

โดยนายสรศักดิ์ ระบุว่า คำแถลงของ รมว.ต่างประเทศ ที่พยายามบอกว่า “ไทยไม่ได้ถูกลากไป แต่ไปด้วยความมั่นใจ” อาจเป็นเพียงการพูดเพื่อลดแรงกระแทกทางการเมือง เพราะในความเป็นจริงทางกฎหมาย คำว่า “ภาคบังคับ” หมายความว่าไทยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ และหากไทยไม่ตั้งผู้ประนอมภายใน 21 วัน สหประชาชาติ (UN) จะตั้งตัวแทนให้ไทยอยู่ดี

นายสรศักดิ์ ได้ตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทยใน 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • ประเด็นที่ 1 (ฉีก MOU44 ทำไทยเสียเปรียบ): การที่ไทยประกาศยกเลิก MOU44 ฝ่ายเดียว โดยอ้างว่าจะเจรจาภายใต้บริบทใหม่ แต่กลับไม่มีกรอบการเจรจาที่เป็นรูปธรรมไปเสนอ ส่งผลให้กัมพูชาฉวยความชอบธรรมในเวทีโลกทันทีว่าไทยเป็นฝ่ายปิดประตูการเจรจาทวิภาคี และมีสิทธิ์ที่จะไม่รอฟังว่าไทยจะเอาอย่างไรต่อ

  • ประเด็นที่ 2 (มองข้ามกฎหมายทะเลปมพื้นที่ทับซ้อน): กรณีที่นายสีหศักดิ์อ้างว่า กระบวนการประนอมภาคบังคับจะจำกัดเฉพาะเรื่องเส้นเขตแดน และไม่เห็นด้วยที่กัมพูชาจะพ่วงเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) เข้ามา เป็นการมองข้ามอนุสัญญา UNCLOS มาตรา 74(3) และ 83(3) ที่ระบุชัดว่าระหว่างที่ยังตกลงเรื่องเขตแดนไม่ได้ รัฐภาคีต้องพยายามทำ “ความตกลงชั่วคราวที่มีลักษณะปฏิบัติ” ซึ่งก็คือ JDA นั่นเอง

  • ประเด็นที่ 3 (ย้อนเกล็ดความมั่นใจ 2 ปีจบ): ที่ รมว.ต่างประเทศ ระบุว่า “กระบวนการนี้ใช้เวลา 2 ปี แต่ถ้าคุยกันเองทวิภาคีอาจจบเร็วกว่า” ต้องย้อนถามว่า เมื่อรัฐบาลอ้างเองว่าคุยทวิภาคีภายใต้ MOU44 มา 20 กว่าปี ไม่คืบหน้าจนต้องยกเลิก จะมั่นใจได้อย่างไรว่าถ้าคุยกันเองแบบไม่มีกรอบจะจบได้ภายใน 2 ปี

ส่วนกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศหยิบยกโมเดลข้อพิพาทระหว่างติมอร์-เลสเต กับออสเตรเลีย มาเป็นตัวตั้ง โดยมองว่ากระบวนการประนอมภาคบังคับใช้เวลาประมาณ 2 ปี และผลลัพธ์ไม่ผูกมัดทางกฎหมาย สุดท้ายต้องกลับมาคุยทวิภาคีอยู่ดีนั้น

นายสรศักดิ์ ขอให้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะแม้ผลลัพธ์ของคณะกรรมการประนอมจะไม่มีผลผูกมัดในทันที แต่เนื้อหาที่คณะกรรมการฯ ตัดสินออกมาจะกลายเป็น “บรรทัดฐาน” และ “แรงกดดันจากสังคมโลก” ที่บีบให้ออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศใหญ่ยักษ์ยอมถอย และต้องลงนามในความตกลงกับติมอร์-เลสเตในที่สุด ดังนั้นรัฐบาลไทยต้องศึกษาเรื่องนี้ให้ลึกซึ้ง ไม่ใช่มองแค่ว่าผลลัพธ์ไม่ผูกมัดแล้วจะทำอย่างไรก็ได้

พรรคประชาชน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าภายในกรอบเวลา 21 วันนี้ ที่ไทยต้องส่งรายชื่อนักกฎหมายระหว่างประเทศ 2 คน เพื่อเป็นผู้ประนอมฝ่ายไทย รัฐบาลจะเลือกบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในระดับสากลและมีวิสัยทัศน์ที่ทันสมัยต่อพัฒนาการทางกฎหมายทะเลอย่างแท้จริง ไม่ใช่เลือกนักกฎหมายที่ไม่กล้าขัดความต้องการของฝ่ายการเมือง

พร้อมเน้นย้ำให้รัฐบาลรีบวางยุทธศาสตร์เชิงรุกทางการทูต อย่าปล่อยให้ประเทศไทยตกเป็นจำเลยในสายตาชาวโลก และขอให้รักษาผลประโยชน์ของชาติได้อย่างที่ประชาชนคาดหวัง

TAGS: #พรรคประชาชน #กัมพูชา #UNCLOS #MOU44 #พื้นที่ทับซ้อน #กระทรวงการต่างประเทศ