"ณัฐพงษ์" เปิดหน้าชนกลุ่ม 89 สว. ยันไม่ขอโทษ ชี้แถลงการณ์พรรคประชาชนทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ได้เจาะจงตัวบุคคล พร้อมเดินหน้าแฉกลไก "ระบอบสีน้ำเงิน"ผูกขาดประเทศ
ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เผย กรณีที่กลุ่ม 89 สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรียกร้องให้พรรคประชาชนขอโทษ จากกรณีที่ทางพรรคออกแถลงการณ์พาดพิงว่า สว. ชุดนี้มีที่มาที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย ว่า ตนยังไม่มีโอกาสได้รับฟังรายละเอียดเนื่องจากเวลาในการแถลงข่าวทับซ้อนกัน ขอกลับไปย้อนดูเนื้อหาอย่างละเอียดก่อนจึงจะตอบคำถามสื่อมวลชนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้ติดขัดที่กลุ่ม สว. จะออกมาแถลงข่าวหรือยื่นข้อเรียกร้อง แต่หากย้อนดูรายชื่อของ สว.บรรดาคนที่ออกมารวมตัวกันในครั้งนี้ อยากชวนให้ประชาชนและสื่อมวลชนลองตรวจสอบลึกๆ ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับกระบวนการคัดสรร สว. รอบสุดท้ายที่ผ่านมา เพราะในโลกออนไลน์และสื่อหลายสำนักเคยเปิดเผยข้อมูลไปแล้วว่า มีพฤติกรรมสวมเสื้อสีเดียวกัน หรือนั่งรถมาคันเดียวกันในวันเลือกวันสุดท้ายหรือไม่ ซึ่งหากตรวจสอบรายชื่อก็จะเข้าใจวัตถุประสงค์และเจตนาที่แท้จริงของการออกมาเรียกร้องครั้งนี้
"ผมยืนยันว่าสิ่งที่ผมโพสต์สื่อสารและคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ออกไป ไม่ได้ระบุหรือโจมตีไปที่ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งเลย แต่เราเป็นการตั้งข้อสังเกตบนฐานความสงสัยของสังคม ว่าที่มาของวุฒิสภาชุดนี้มีหลักฐานที่อาจพิสูจน์ได้ว่ามีกระบวนการจัดตั้งกันมาตั้งแต่ตอนคัดเลือกหรือไม่ เจตนาของผมบริสุทธิ์ คือต้องการเห็นรัฐสภายึดโยงกับประชาชนมากที่สุด" นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามถึงความกังวลว่าร่างรัฐธรรมนูญจะถูก สว. คว่ำอีกครั้ง เนื่องจากตามมาตรา 256 จำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุนจาก สว. ถึง 1 ใน 3 นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทุกพรรคการเมืองรวมถึง สว. มีสิทธิ์เสนอร่างของตนเองได้ แต่กระบวนการที่จะได้ข้อสรุปที่ดีที่สุดคือ สว. ควรเปิดกว้าง ยอมรับรับหลักการในวาระที่ 1 ไปก่อน เพื่อให้ทุกร่างเข้าสู่ชั้นกรรมาธิการวิสามัญในวาระที่ 2 เพื่อถกเถียงและหาจุดลงตัวร่วมกัน นั่นต่างหากที่เป็นการแสดงความจริงใจว่า สว. ไม่ได้ปิดกั้น หรือต้องการรักษาสิทธิพิเศษและอำนาจของตัวเองเอาไว้ ยืนยันว่า แถลงการณ์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ไม่ใช่การบ่อนทำลาย สว. เพราะนี่คือกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่การแก้ไขฉบับเดิม สมาชิกรัฐสภาทุกภาคส่วนควรได้รับสิทธิ์อย่างเท่าเทียมกัน
หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่เคยพูดถึง โดยระบุว่า เป็นระบอบการเมืองที่ผูกขาดอำนาจซึ่งกำลังถูกสังคมตั้งคำถามอย่างหนัก วันนี้รัฐบาลนำโดยพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีแค่อำนาจในฝ่ายบริหาร แต่สังคมกำลังสงสัยว่ากลุ่มก้อนการเมืองนี้มีอิทธิพลเหนือวุฒิสภาด้วยหรือไม่ เมื่อวุฒิสภาเป็นผู้เลือกองค์กรอิสระเข้ามาภายใต้ระบบที่ผูกขาดเช่นนี้ ผลลัพธ์คือกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลของประเทศล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ความโปร่งใสติดลบ ดัชนีการทุจริตคอร์รัปชันพุ่งสูงขึ้นทุกปี จนกลายเป็นว่าการทุจริตเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งส่งผลเสียโดยตรงต่อประชาชนและผู้ประกอบการไทย
เมื่อถามว่าพรรคประชาชนปฏิเสธไม่ได้ว่าอดีต สส. ของพรรค (อดีตก้าวไกล) เคยยกมือเลือก สว. บางส่วน จนทำให้เกิดระบอบสีน้ำเงินในปัจจุบัน นายณัฐพงษ์ กล่าวยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นผลพวงจากการตัดสินใจทางการเมืองในอดีตของพรรค แต่สิ่งที่เราต้องมองเห็นร่วมกันในตอนนี้คือ ประเทศไทยกำลังอ่อนแอจากภายในเพราะการทุจริตคอร์รัปชันกัดกิน โดยที่หน่วยงานตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. หรือ สตง. ไม่สามารถทำหน้าที่ลงโทษนักการเมืองทุจริตได้อย่างตรงไปตรงมาเหมือนในต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาทั้งหมดหยั่งรากมาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ตราบใดที่เรามียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และมีองค์กรอิสระที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ต่อให้พรรคไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็จะมีอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนคอยทุบทำลายเสมอ พรรคภูมิใจไทยอาจเป็นเพียงแค่ "เอเย่นต์" (ตัวแทน) คนหนึ่งที่อยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินนี้เท่านั้น แต่ทางออกของประเทศคือเราต้องเอาหลังพิงประชาชน เดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ
"การแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จเร็วไม่ใช่ทางออก แต่การได้ร่างที่ดีและยึดโยงกับประชาชนคือทางออกที่แท้จริง" นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวย้ำว่า สำหรับกรอบเวลาและทางเลือก ในการยื่นร่าง พรรคประชาชนกำลังพิจารณาหลายแนวทาง และได้มีการพูดคุยประสานงานหลังบ้านกับพรรคการเมืองอื่นๆ เช่น พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ตลอด โดยพรรคประชาชนพร้อมสนับสนุนทุกร่างที่ไม่ขัดต่อ 3 หลักการสำคัญ คือ: กระบวนการต้องยึดโยงและให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่มีการผูกขาดอำนาจ ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกรัฐสภากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทั้งนี้ ในส่วนของรายละเอียดการพูดคุยสัดส่วน สส. เพื่อร่วมเสนอร่าง ได้มอบหมายให้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน เป็นผู้ดูแลโดยตรง